บทภาวนาเพาะปัญญา

บทภาวนาเพื่อความเจริญงอกงามแห่งปัญญาภาวนา


บทภาวนาเพาะปัญญาทุกบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อการบ่มเพาะสติ บ่มเพาะปัญญา
สำหรับไว้ภาวนาเตือนจิต สอนใจ อบรมใจตัว
เพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา มีความรู้ ความเข้าใจ ในกฏของธรรมชาติ
ตามสภาวะความเป็นจริง ของสรรพสิ่งทั้งหลาย
ว่ามีความเป็นไปอย่างไร จะได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุขที่สุด

และเพื่อจะได้เป็นบาท เป็นฐานในการเรียนรู้ เข้าใจ
ในหลักการภาวนา ตามแนวแห่งพระวิปัสสนา

ขอจงตั้งใจอ่านบทภาวนาเพาะปัญญานี้ให้ดี
จงอ่านอย่างมีสติ มีสมาธิ เพ่งพินิจพิจารณา ตามไปในแต่ละบท แต่ละตอน
อย่างรอบคอบ เทียบเคียงน้อมเข้ามาพิจารณา ในตัวเรา จนเกิดปัญญา
ความเข้าใจ อย่างชัดเจนในบทภาวนาทุกบทนี้ให้ได้เพราะถ้าหากว่า อ่านลอยๆ อ่านแบบไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ
ไม่ได้น้อมจิต นำมาพินิจพิจารณาตามไปให้ดี
ก็อาจจะไม่เข้าใจในบทภาวนาทั้งหลายเหล่านี้

เพราะบทภาวนาทุกบทนี้ เป็นภาษาธรรม ภาษาของการปฏิบัติ
ผู้ที่ไม่เคยเข้าวัด หรือว่าเข้าวัดแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม
เรียนรู้เรื่องพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ก็จะไม่เข้าใจ ว่าพูดถึงเรื่องอะไรกัน

ควรอ่านพิจารณาให้ได้ทุกวัน อ่านให้ได้บ่อยๆ
จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อจิต ต่อใจ
เป็นเหตุให้เข้าใจในอรรถ ในธรรม ได้ง่ายยิ่งขึ้น
จะทำให้มีสติ เกิดความรู้ สามารถตามรู้ ตามดู
เห็นและเข้าใจในสัจจะธรรมได้เป็นอย่างดี

และก็ควรพยายามจดจำให้ได้ด้วย
เวลาว่างๆจะได้ใช้ภาวนาได้โดยไม่ต้องดูตามหนังสือ
นึกจะภาวนาเวลาใด ก็ภาวนาได้ทันที

บทภาวนาทุกบทนี้ ไม่ใช่ตัวปัญญา ไม่ใช่ตัวยา
เป็นเพียงสูตรยา สูตรหนึ่ง ในอีกหลายๆสูตร
หรือไม่ก็เป็นเพียงปลายของหนามแหลมๆ เล็กๆ
ที่ไว้สำหรับสะกิดหัวฝีให้แตกออกเท่านั้นเอง

ความจริงแล้ว คนทุกคนนั้น ล้วนเป็นผู้ที่มีสติ มีปัญญา ดีอยู่แล้ว
แต่ว่ายังไม่สามารถนำสติ นำปัญญานั้นออกมาใช้ได้
เพราะเหตุว่ายังมีเวร มีกรรม บดบัง ปิดกั้นสติ ปัญญาของเราอยู่
พูดง่ายๆ ก็ คือว่ายังไม่ได้ฝึก ได้หัด ยังไม่มีเหตุ ยังไม่มีปัจจัยเป็นตัวช่วยนั่นเอง

เพราะฉะนั้น บทภาวนาเพาะปัญญาทุกบทนี้
คงจะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นตัวช่วยอีกแรงหนึ่ง
ที่จะก่อให้เกิดมรรค เกิดผล เกิดสติ เกิดปัญญา พบแสงสว่างทางธรรม
ให้แก่ผู้ที่ได้อ่าน และพิจารณา ได้ศึกษา และปฏิบัติตามอย่างดีแล้ว
เป็นอย่างแน่นอน หรือไม่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ก็อาจเป็นได้
ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีเหตุ มีปัจจัยเป็นตัวตัดสินทั้งสิ้น

ขอจงตั้งใจอ่านอย่างมีสติ อย่างมีสมาธิ
ใช้โยนิโสมนสิการ ปัญญาพิจารณาโดยความแยบคาย
ใคร่ครวญให้ชัด ไปในแต่ละบท สืบต่อไป

๑.
บทภาวนาก่อนออกจากบ้านเพื่อไปวัด
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ให้เรารู้ เราเข้าใจว่า การที่เราจะไปวัดในแต่ละครั้งนั้น
ไปทำไม ไปเพื่อประโยชน์อะไร ไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง

—-
รู้กาย รู้ใจ ชีวิตนี้เป็นไป เพื่อพัฒนา ศึกษาพระธรรม
น้อมนำปฏิบัติ ฝึกหัดกัมมัฏฐาน มรรคผลนิพพาน รอเราไปหา

ไปเถิดกายใจ ไปวัดไปวา ชีวิตเราเกิดมา อย่าให้เสียชาติเกิด
พุทธธรรมล้ำเลิศ ควรเสาะแสวงหา

ไปเถิดกายใจ ไปหาปัญญา ธาตุขันธ์เกิดมา เพื่อสร้างบารมี

ไปเถิดกายใจ ไปหาความดี ชีวิตเรานี้ เป็นสิ่งมีค่า
อย่ามัวหลงบ้า เชื่อตามกิเลส มันน่าสมเพศ ถูกกิเลสจับขา ปิดหู ปิดตา
หลอกพาให้หลง มึนงงกายา ขี้เกียจขึ้นมา ก้าวขาไม่ไป

ไปเถิดกายใจ ไปวัดไปวา อย่ามัวหลงบ้า สมบัตินอกกาย
หลงลูก หลงหลาน หลงกาล หลงวัย
หลงในตัณหา บุญหมดขึ้นมา น้ำตาตกใน

ไปวัดครั้งนี้ กิเลสมีที่ใจ ดับสูญสิ้นไป สุขแท้แน่เอย ฯ

๒.
บทภาวนาขณะกำลังเดินทางไปวัด
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
น้อมพิจารณาสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่รอบๆตัวเรา
และพิจารณาความเป็นไปในแต่ละชีวิต ของแต่ละคนในโลกนี้
รวมทั้งตัวเราให้เห็นตามความเป็นจริง

—-
รู้กาย รู้ใจ ต่างคนต่างไป แสวงหาต่างกัน
หาสุข นอกกาย อยากได้เร็วพลัน แบกธาตุ แบกขันธ์ แสวงหากันไป

สุขแท้ สุขเทียม เผาไหม้ใจเกรียม หิวโหย เรียกหา
หลงโลกมายา หลงบ้ากันไป ไม่รู้จักพอ ก่อกรรมทำชั่ว หลงเห็นแก่ตัว
ใจมัวหมองหม่น ทนทุกข์เวทนา วิ่งหาจนตาย
ตัวกู ของกู มีอยู่มากมาย ดิ้นรนให้ได้ หามาทำไม
ได้มามีสุข หมดสนุกทุกข์พลัน เวียนว่ายตายกัน วันๆแค่นี้

รู้กาย รู้ใจ ธาตุขันธ์อาศัย สมบัตินอกกาย
หลงโลกมานาน สังขารปรุงแต่ง ยื้อแย่งแข่งดี
อยากได้ อยากมี อยากดี อยากเป็น อยากรู้ อยากเห็น เป็นอยู่แค่นี้
ไม่พ้นสักที โลกีย์วิสัย เกิดแก่ตายไป เป็นทาสตัณหา

นึกๆน่าขำ หลงกำไว้แน่น คิดว่าแก่นสาร ถูกมารบังตา
พาให้วุ่นวาย สิ้นสุดไม่ได้ กิเลสหนอกิเลสคน

อวดตนว่าดี อวดมีความเก่ง อวดเฮง อวดรวย
อวดสวย อวดหล่อ บ้าบอพอกัน มันช่างน่าขัน หลอกใจกันเอง

รู้กาย รู้ใจ ธาตุขันธ์อาศัย สมบัตินอกกาย
อย่าได้ยึดติด หลงผิดทางไป
ใจโลภ ใจหลง รีบปลง รีบละ รีบสละ รีบวาง
เดินทางมรรคผล หาความหลุดพ้น ดับความวุ่นวาย
รีบตายก่อนตาย ชาตินี้สุดท้าย อย่าเกิดอีกเลย ฯ

๓.
บทภาวนาเมื่อเดินทางไปถึงวัดแล้ว
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ได้เตรียมตัว เตรียมใจ วางท่าทีให้ถูกต้อง ว่าเมื่อเรามาถึงวัดแล้ว
ควรจะทำกาย วาจา ใจของเราแบบไหน เพื่อจะได้เกิดมรรค เกิดผล


รู้กาย รู้ใจ ถึงวัดสงบใจ สำรวมวาจา
ตัดความกังวล ต่างๆนานา ปิดหู ปิดตา ค้นหาตนเอง
กำหนดรู้ให้ทัน ปัจจุบันกายใจ
อิริยาบทน้อยใหญ่ “ หนอ” ไว้ ได้บุญ ต้นทุนปัญญา

อย่าเบื่อ อย่าบ่น อย่าผิด อย่าพลาด อย่าพลั้ง อย่าเผลอ
อดทนได้เจอ พระธรรมศักดิ์สิทธิ์ ออกฤทธิ์เป็นสุข พ้นทุกข์ ได้จริง ละทิ้งโลกีย์

วัดนอก วัดใน วัดกายใจนี้ ให้เห็นความดี
อย่าหลงมัวเมา ไม่โง่ ไม่เขลา ในโลกมายา เลิกบ้าตัวเอง
เกรงกลัวบาปกรรม เดิมตามพระธรรม นำชีวิตพ้นภัย ในดงวัฏฏะ ชนะมารชั่วร้าย
ฝึกกาย ฝึกใจ ให้พ้นกิเลส เข้าเขตนิพพาน ดับทุกข์ทรมาน ทั้งกายทั้งใจ ฯ

๔.
บทภาวนาขณะที่ขี้เกียจไหว้พระสวดมนต์เจริญภาวนา
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ยกจิต ยกใจของเรา ให้มีพลังศรัทธา พลังปัญญา พลังความเพียรเกิดขึ้น


รู้กาย รู้ใจ จิตตก เสื่อมไป ไม่อยากภาวนา ขี้เกียจขึ้นมา หาบาปใส่ตัว
จิตไหลไปชั่ว ปล่อยตัวตกต่ำ ไม่เชื่อบุญกรรม ที่เคยทำมา
หารู้ไม่ว่า ตัวเองใกล้ตาย

จิตเสื่อม กายเศร้า เฝ้าดูให้เห็น เป็นความไม่แน่
พลิกจิต คิดแก้ ดับตัวตัณหา
บาปบุญมีอยู่ รู้ด้วยปัญญา ยกจิตศรัทธา เข้าหาพระธรรม

จิตตก จิตต่ำ เพราะกรรมตัดรอน รีบสั่ง รีบสอน อบรมใจตัว
ให้กลัวอบาย กลัวตายเดี๋ยวนี้ กลัวมีปัญหา กลัวทุกข์ตามมา รักษาไม่ทัน

ฝืนเถิดธาตุขันธ์ ต้องขยันภาวนา น้อมจิตศรัทธา ไหว้พระสวดมนต์
เพื่อมรรค เพื่อผล ต้นทุนความสุข
พ้นทุกข์ พ้นกรรม นำตนพ้นภัย
ชีวิตดีมีชัย สุขแท้แน่เอย ฯ

๕.
บทภาวนาก่อนเจริญสติภาวนา
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ในการเตรียมตัว เตรียมใจ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ
และเกิดกำลังจิตกำลังใจ ให้แก่ตนเอง
ก่อนเริ่มการปฏิบัติพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน


รู้กาย รู้ใจ ตั้งอก ตั้งใจ เจริญสติภาวนา
เกิดมาชาตินี้ มีบุญมากหนา ได้รู้ภาวนา รักษาใจตน ให้พ้นอบาย
ดับความวุ่นวาย จากกิเลสตัณหา ไม่ต้องเป็นบ้า ตามมันทุกวัน ฯ

รู้กาย รู้ใจ อดทนฝึกไป พากเพียรภาวนา
อย่าหยุด อย่าท้อ สู้หนอ ยอมตาย สำเร็จให้ได้ ก่อนตายวันนี้ ฯ

รู้กาย รู้ใจ กำหนดรู้ดูไป ในทุกๆสิ่ง หาใช้ความจริง
ทุกสิ่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สมมติกันมา เป็นนั่นเป็นนี่
จงดูให้ดี กิเลสนี้ฉลาดล้ำ เพลี่ยงพล้ำเราแย่ ตายแน่แพ้มัน ฯ

รู้กาย รู้ใจ กำหนดชัดลงไป หนอไว้ให้ทัน
ปัจจุบันที่นี่ เดี๋ยวนี้ ทันที ปัญญาดีแน่เอยฯ

๖.
บทภาวนาก่อนนอน ขณะอาบน้ำ ขณะนั่งเล่น เดินเล่น
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
นำสู่การปล่อยละ ปล่อยวาง ในธาตุ ในขันธ์
ให้เห็นตามความเป็นจริงของชีวิต


รู้กาย รู้ใจ ธาตุขันธ์อาศัย หาใช่ตัวตน ทนอยู่มันไป หลงได้มันมา
มีเชื้อตัณหา ติดมานุงนัง รอผุ รอพัง อนิจจังเปลี่ยนไป

อย่าหลงใยดี มันคือธาตุสี่ มีขันธ์ห้าขันธ์
แบกกันมานาน หลงอุปาทาน ว่าเป็นตัวกู

จงดูให้เห็น เป็นเพียงธาตุสี่ หามีอะไร ดินน้ำลมไฟ ปรุงแต่งทิ้งไว้ เป็นตัวเป็นตน
หลงอยู่ตั้งนาน ว่าสวย ว่างาม ความจริงของเหม็น
เห็นกันหรือไม่ แก่เด็กตายไป ไม่เหลือสักราย

ตามดูให้เห็น เป็นเนื้อ เป็นหนัง เป็นรังแห่งโรค ทุกข์โศกมีมา
ต้องตามรักษา ดูแลมันไป เบื่อหน่ายบ้างไหม โทษภัยธาตุขันธ์

บางวันแข็งแรง ไม่แสดงให้เห็น ความเป็นทุกขัง
ยืน เดิน นอนนั่ง ดูขลังดูดี อย่าหลงยินดี ในภาพมายา

ทุกขังซ่อนอยู่ รู้ไว้บ้างหนา อย่าบ้าตามมัน

รีบเตือนใจตัว อย่าหลงขันธ์ชั่ว ว่าเป็นสิ่งดี
ไม่นานเป็นผี แตกดับสูญไป อย่าหลงเข้าใจ ว่าเป็นตัวกู
เกิดมาให้รู้ ว่ามามือเปล่า ตายไปก็เน่า เหม็นเข้าเตาไฟ
ไม่มีอะไร ติดตามตัวไป ชั่วรู้แก่ใจ สั่งสมบุญไว้ จะไม่ตายฟรี ฯ

๗.
บทภาวนาขณะรับประทานอาหาร
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ในการปล่อยละ ปล่อยวาง ในการกินการอยู่ จะได้มีความสุขง่ายขึ้น
จะได้เข้าใจว่า เรากิน เราอยู่ อยู่เพื่ออะไร กินไปทำไม

—-
รู้กาย รู้ใจ กินไปกำหนดรู้ ตามดูใจอยาก ทั้งลิ้น ทั้งปาก ในรสมายา
ดิน น้ำ ไฟ ลม ผสมกันขึ้นมา มีรสโอชา หลอกตา หลอกใจ
เคี้ยวไปใจรู้ ตามดูให้ทัน เพียงเพื่อธาตุขันธ์ สวดมนต์ภาวนา

กินเพื่อกิเลส เป็นเปรตทันตา กินตามตัณหา ตกนรกทั้งเป็น

เคี้ยวหนอ รู้หนอ เห็นหนอ พอใจ กลืนไป ตามดู หยิบจับ ขยับรู้ ตามดูให้ทัน
รสดี รสมัน รสเปรี้ยว รสหวาน ตั้งอยู่ไม่นาน เสื่อมสลายหายไป ติดอก ติดใจ
เกิดชอบ เกิดชัง นามรูปทุกขัง อนิจจังเปลี่ยนไป
กำหนดดูให้ดี ในรสตัณหา ติดกันจนบ้า สิ้นเปลืองเวลา
แสวงหาของกิน ไม่จบ ไม่สิ้น ทุกวี่ทุกวัน

อาหารมื้อนี้ เป็นมื้อมหัศจรรย์ กินกันเพื่ออยู่ เรียนรู้ภาวนา
ไม่อยู่เพื่อกิน ตามลิ้นตัณหา กินเพื่อปัญญา มรรคผลนิพพานฯ

๘.
บทภาวนาขณะที่มีความทุกข์ มีปัญหาชีวิต
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
เข้าใจตามความเป็นจริงว่า ความทุกข์ที่แท้จริง เกิดจากสาเหตุอะไร
จะได้ปล่อยละ ปล่อยวาง แยกแยะให้ถูก
เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุด ตามหลักธรรม


รู้กาย รู้ใจ ทุกข์ภัยมีมา ปัญหาหนักอก ดวงตก เสียใจ
กำหนดรู้ดูไป ในความเป็นจริง
ทุกสิ่งเช่นนี้ อยู่ที่บุญกรรม ที่เคยทำมา
หลีกหนีไม่พ้น ทุกคนถึงตา หาพ้นสักราย

รู้กาย รู้ใจ กำหนดชัดลงไป ภายในดวงจิต
คิดฟุ้ง คิดกลัว คิดชั่ว อึดอัด ติดข้อง ติดขัด น้อยอก น้อยใจ
เรียกร้อง ร่ำไห้ เสียอก เสียใจ กำหนดดูให้ดี

อย่ามีคำบ่น ตัดพ้อต่อว่า อดทนภาวนา เฝ้ารู้มันไป
หาใช่ตัวเรา อย่าเหมารวมกัน
แยกธาตุ แยกขันธ์ แยกรูป แยกนาม ตามความเป็นจริง
สลัดทิ้ง ปล่อยวาง พบทางแก้ไข สุขใจทันที ฯ

๙.
บทภาวนาก่อนทำบุญ สร้างบารมี
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
เข้าใจในวิธีการทำบุญที่ถูกต้อง และจะได้เข้าใจว่า การทำบุญไปเพื่ออะไร


รู้กาย รู้ใจ บุญนี้ทำไป ด้วยใจบริสุทธิ์
บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จิตเจตน์จำนงตรงต่อนิพพาน
ชำระสันดาน กิเลสมารตัณหา ที่ติดตัวมา มีบาปอกุศล ในตัวในตน
ในจิตในใจ ให้สูญสิ้นไป ฉับพลันทันที ฯ

รู้กาย รู้ใจ วันนี้ทำบุญ เพิ่มทุนบารมี เพื่อให้เหนือดี ด้วยจิตศรัทธา
ไม่ทำเอาหน้า เอาศักดิ์ เอาศรี เอาเกียรติ เอากาม เอาความมั่งมี
เอาดีตามพวก เอาสะดวกตามใจ หลงใหลเสน่หา อกุศลนำพา มีตัวมีตน ฯ

รู้กาย รู้ใจ วันนี้ทำบุญ ทำด้วยปัญญา หวังหามรรคผล
เพื่อความหลุดพ้น เข้าสู่นิพพาน
ดวงจิตเบิกบาน สะอาดกาย สว่างใจ สุขสงบทันที ฯ

๑๐.
บทภาวนาเวลาเจ็บป่วยไม่สบาย
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
มีความรู้ และความเข้าใจในกฏความจริงของสังขารร่างกายว่า
คนเรานั้น ต้องมีเจ็บ มีป่วยได้เป็นเรื่องธรรมดา
จะได้ทำใจได้ เมื่อเวลาเป็นผู้ป่วย และก็จะเป็นผู้ป่วยที่มีปัญญา
เจ็บป่วยได้อย่างมีความสุขที่สุด


รู้กาย รู้ใจ ธาตุขันธ์เป็นไป โรคภัย ถามหา
ป่วยไข้ธรรมดา หาพ้นสักราย
ป่วยน้อย ป่วยหนัก รักษากันไป แก้ไข้อาจหาย ตายไปก็มี ดีได้ก็เห็น
เช้าสายบ่ายเย็น เป็นกันทุกวัน หาเลือกชนชั้น ป่วยกันทั้งปี
หลีกหนีไม่พ้น เป็นกันทุกคน แล้วแต่ผลกรรม และเหตุปัจจัย
ที่ส่งผลให้ เป็นไปแบบนี้ ไม่มีต่อรอง ทดลองกันดู

รู้กาย รู้ใจ กายป่วย ใจรู้ ให้อยู่แค่กาย
ใจอย่าวุ่นวาย ป่วยไปตามมัน
กายป่วยป่วยไป ใจนั้นรับรู้ มองดูให้เห็น อย่าเป็นตัวเรา
อย่าเศร้าเสียใจ หงุดหงิด ผิดใจ ร้องห่ม ร้องไห้ ตีโพยตีพาย
โทษนั่น โทษนี่ อยากหาย อยากดี อยากหนีมันไป อยากไล่มันหนี
คุมใจให้ดี กายนี้ปล่อยมัน อย่ามีผูกพัน
ธาตุขันธ์รถรา มีผุมีพัง อนิจจังของแท้ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปร
ต้องแก่ ต้องตาย ต้องเจ็บ ต้องเป็น
อย่าเห็นผิดไป ในความเป็นจริง
ทุกสิ่งเช่นนี้ มีวันเสื่อมสลาย
เกิดได้ ตายได้ เป็นได้ หายได้ หน้าที่ของมัน

รู้กาย รู้ใจ ธาตุขันธ์ป่วยไป ใจนั้นเฝ้ารู้
ดูความเกิดดับ ปรับจิตปรับใจ
ให้ปลง ให้ละ ให้สละ ให้วาง สู่ทางสงบเย็น
เป็นเพียงธาตุรู้ เฝ้าดูปล่อยมัน ธาตุขันธ์อนัตตา
อย่าบ้ายึดมัน ป่วยไข้ หายพลัน สุขได้ทันที ไม่มีทุกข์เลย ฯ

๑๑.
บทภาวนาเตรียมตัวก่อนตาย
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ในการเจริญมรณสติ เตรียมตัวก่อนตาย ซ้อมตาย ฝึกตาย ก่อนตายจริง
จะได้ตายอย่างมีสติ มีความสุข ความสงบ


รู้กาย รู้ใจ หลับตาลาโลก ไม่โศกไม่เศร้า หาใช่ตัวเรา นั่นคือความจริง
สละทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางธาตุขันธ์ ดูมันแตกสลาย เกิดได้ ตายได้ เช่นนี้ทุกคน
หลีกหนีไม่พ้น ทุกคนต้องตาย ฯ

รู้กาย รู้ใจ ปิดตาลาตาย ดับจิตวุ่นวาย กลัวตายรู้ทัน
ปัจจุบันเป็นไป ในกฏไตรลักษณ์
แตกหักวันนี้ ตามดูให้ดี ไม่มีใครตาย ฯ

รู้กาย รู้ใจ กำหนดจิตดับไป สงบใจทันที อย่ามีห่วงใย ในโลกตัณหา
อยากอยู่ อยากมา อยากหา อยากเป็น อยากเห็น อยากไป ติดอกติดใจ
สลัดทิ้งมันไป น้อมจิตน้อมใจ ถึงพระนิพพาน ฯ

รู้กาย รู้ใจ สิ้นลมตายไป ดับสนิทสังขาร ตายหนอ รู้หนอ ก่อทุกข์มานาน
สิ้นสุดอวสาน ตามกาลเวลา ตถตา ปล่อยวาง ตามทางของมัน
ธาตุขันธ์สุญญตา ลาแล้วของกู คืนสู่ธาตุเดิม ฯ


ขอจงตั้งใจอ่านบทภาวนาเพาะปัญญานี้ให้ดี
จงอ่านอย่างมีสติ มีสมาธิ เพ่งพินิจพิจารณา ตามไปในแต่ละบท แต่ละตอน
อย่างรอบคอบ เทียบเคียงน้อมเข้ามาพิจารณา ในตัวเรา จนเกิดปัญญา
ความเข้าใจ อย่างชัดเจนในบทภาวนาทุกบทนี้ให้ได้เพราะถ้าหากว่า อ่านลอยๆ อ่านแบบไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ
ไม่ได้น้อมจิต นำมาพินิจพิจารณาตามไปให้ดี
ก็อาจจะไม่เข้าใจในบทภาวนาทั้งหลายเหล่านี้

เพราะบทภาวนาทุกบทนี้ เป็นภาษาธรรม ภาษาของการปฏิบัติ
ผู้ที่ไม่เคยเข้าวัด หรือว่าเข้าวัดแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม
เรียนรู้เรื่องพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ก็จะไม่เข้าใจ ว่าพูดถึงเรื่องอะไรกัน

ควรอ่านพิจารณาให้ได้ทุกวัน อ่านให้ได้บ่อยๆ
จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อจิต ต่อใจ
เป็นเหตุให้เข้าใจในอรรถ ในธรรม ได้ง่ายยิ่งขึ้น
จะทำให้มีสติ เกิดความรู้ สามารถตามรู้ ตามดู
เห็นและเข้าใจในสัจจะธรรมได้เป็นอย่างดี

และก็ควรพยายามจดจำให้ได้ด้วย
เวลาว่างๆจะได้ใช้ภาวนาได้โดยไม่ต้องดูตามหนังสือ
นึกจะภาวนาเวลาใด ก็ภาวนาได้ทันที

บทภาวนาทุกบทนี้ ไม่ใช่ตัวปัญญา ไม่ใช่ตัวยา
เป็นเพียงสูตรยา สูตรหนึ่ง ในอีกหลายๆสูตร
หรือไม่ก็เป็นเพียงปลายของหนามแหลมๆ เล็กๆ
ที่ไว้สำหรับสะกิดหัวฝีให้แตกออกเท่านั้นเอง

ความจริงแล้ว คนทุกคนนั้น ล้วนเป็นผู้ที่มีสติ มีปัญญา ดีอยู่แล้ว
แต่ว่ายังไม่สามารถนำสติ นำปัญญานั้นออกมาใช้ได้
เพราะเหตุว่ายังมีเวร มีกรรม บดบัง ปิดกั้นสติ ปัญญาของเราอยู่
พูดง่ายๆ ก็ คือว่ายังไม่ได้ฝึก ได้หัด ยังไม่มีเหตุ ยังไม่มีปัจจัยเป็นตัวช่วยนั่นเอง

เพราะฉะนั้น บทภาวนาเพาะปัญญาทุกบทนี้
คงจะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นตัวช่วยอีกแรงหนึ่ง
ที่จะก่อให้เกิดมรรค เกิดผล เกิดสติ เกิดปัญญา พบแสงสว่างทางธรรม
ให้แก่ผู้ที่ได้อ่าน และพิจารณา ได้ศึกษา และปฏิบัติตามอย่างดีแล้ว
เป็นอย่างแน่นอน หรือไม่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ก็อาจเป็นได้
ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีเหตุ มีปัจจัยเป็นตัวตัดสินทั้งสิ้น

ขอจงตั้งใจอ่านอย่างมีสติ อย่างมีสมาธิ
ใช้โยนิโสมนสิการ ปัญญาพิจารณาโดยความแยบคาย
ใคร่ครวญให้ชัด ไปในแต่ละบท สืบต่อไป

๑.
บทภาวนาก่อนออกจากบ้านเพื่อไปวัด
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ให้เรารู้ เราเข้าใจว่า การที่เราจะไปวัดในแต่ละครั้งนั้น
ไปทำไม ไปเพื่อประโยชน์อะไร ไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง

—-
รู้กาย รู้ใจ ชีวิตนี้เป็นไป เพื่อพัฒนา ศึกษาพระธรรม
น้อมนำปฏิบัติ ฝึกหัดกัมมัฏฐาน มรรคผลนิพพาน รอเราไปหา

ไปเถิดกายใจ ไปวัดไปวา ชีวิตเราเกิดมา อย่าให้เสียชาติเกิด
พุทธธรรมล้ำเลิศ ควรเสาะแสวงหา

ไปเถิดกายใจ ไปหาปัญญา ธาตุขันธ์เกิดมา เพื่อสร้างบารมี

ไปเถิดกายใจ ไปหาความดี ชีวิตเรานี้ เป็นสิ่งมีค่า
อย่ามัวหลงบ้า เชื่อตามกิเลส มันน่าสมเพศ ถูกกิเลสจับขา ปิดหู ปิดตา
หลอกพาให้หลง มึนงงกายา ขี้เกียจขึ้นมา ก้าวขาไม่ไป

ไปเถิดกายใจ ไปวัดไปวา อย่ามัวหลงบ้า สมบัตินอกกาย
หลงลูก หลงหลาน หลงกาล หลงวัย
หลงในตัณหา บุญหมดขึ้นมา น้ำตาตกใน

ไปวัดครั้งนี้ กิเลสมีที่ใจ ดับสูญสิ้นไป สุขแท้แน่เอย ฯ

๒.
บทภาวนาขณะกำลังเดินทางไปวัด
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
น้อมพิจารณาสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่รอบๆตัวเรา
และพิจารณาความเป็นไปในแต่ละชีวิต ของแต่ละคนในโลกนี้
รวมทั้งตัวเราให้เห็นตามความเป็นจริง

—-
รู้กาย รู้ใจ ต่างคนต่างไป แสวงหาต่างกัน
หาสุข นอกกาย อยากได้เร็วพลัน แบกธาตุ แบกขันธ์ แสวงหากันไป

สุขแท้ สุขเทียม เผาไหม้ใจเกรียม หิวโหย เรียกหา
หลงโลกมายา หลงบ้ากันไป ไม่รู้จักพอ ก่อกรรมทำชั่ว หลงเห็นแก่ตัว
ใจมัวหมองหม่น ทนทุกข์เวทนา วิ่งหาจนตาย
ตัวกู ของกู มีอยู่มากมาย ดิ้นรนให้ได้ หามาทำไม
ได้มามีสุข หมดสนุกทุกข์พลัน เวียนว่ายตายกัน วันๆแค่นี้

รู้กาย รู้ใจ ธาตุขันธ์อาศัย สมบัตินอกกาย
หลงโลกมานาน สังขารปรุงแต่ง ยื้อแย่งแข่งดี
อยากได้ อยากมี อยากดี อยากเป็น อยากรู้ อยากเห็น เป็นอยู่แค่นี้
ไม่พ้นสักที โลกีย์วิสัย เกิดแก่ตายไป เป็นทาสตัณหา

นึกๆน่าขำ หลงกำไว้แน่น คิดว่าแก่นสาร ถูกมารบังตา
พาให้วุ่นวาย สิ้นสุดไม่ได้ กิเลสหนอกิเลสคน

อวดตนว่าดี อวดมีความเก่ง อวดเฮง อวดรวย
อวดสวย อวดหล่อ บ้าบอพอกัน มันช่างน่าขัน หลอกใจกันเอง

รู้กาย รู้ใจ ธาตุขันธ์อาศัย สมบัตินอกกาย
อย่าได้ยึดติด หลงผิดทางไป
ใจโลภ ใจหลง รีบปลง รีบละ รีบสละ รีบวาง
เดินทางมรรคผล หาความหลุดพ้น ดับความวุ่นวาย
รีบตายก่อนตาย ชาตินี้สุดท้าย อย่าเกิดอีกเลย ฯ

๓.
บทภาวนาเมื่อเดินทางไปถึงวัดแล้ว
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ได้เตรียมตัว เตรียมใจ วางท่าทีให้ถูกต้อง ว่าเมื่อเรามาถึงวัดแล้ว
ควรจะทำกาย วาจา ใจของเราแบบไหน เพื่อจะได้เกิดมรรค เกิดผล


รู้กาย รู้ใจ ถึงวัดสงบใจ สำรวมวาจา
ตัดความกังวล ต่างๆนานา ปิดหู ปิดตา ค้นหาตนเอง
กำหนดรู้ให้ทัน ปัจจุบันกายใจ
อิริยาบทน้อยใหญ่ “ หนอ” ไว้ ได้บุญ ต้นทุนปัญญา

อย่าเบื่อ อย่าบ่น อย่าผิด อย่าพลาด อย่าพลั้ง อย่าเผลอ
อดทนได้เจอ พระธรรมศักดิ์สิทธิ์ ออกฤทธิ์เป็นสุข พ้นทุกข์ ได้จริง ละทิ้งโลกีย์

วัดนอก วัดใน วัดกายใจนี้ ให้เห็นความดี
อย่าหลงมัวเมา ไม่โง่ ไม่เขลา ในโลกมายา เลิกบ้าตัวเอง
เกรงกลัวบาปกรรม เดิมตามพระธรรม นำชีวิตพ้นภัย ในดงวัฏฏะ ชนะมารชั่วร้าย
ฝึกกาย ฝึกใจ ให้พ้นกิเลส เข้าเขตนิพพาน ดับทุกข์ทรมาน ทั้งกายทั้งใจ ฯ

๔.
บทภาวนาขณะที่ขี้เกียจไหว้พระสวดมนต์เจริญภาวนา
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ยกจิต ยกใจของเรา ให้มีพลังศรัทธา พลังปัญญา พลังความเพียรเกิดขึ้น


รู้กาย รู้ใจ จิตตก เสื่อมไป ไม่อยากภาวนา ขี้เกียจขึ้นมา หาบาปใส่ตัว
จิตไหลไปชั่ว ปล่อยตัวตกต่ำ ไม่เชื่อบุญกรรม ที่เคยทำมา
หารู้ไม่ว่า ตัวเองใกล้ตาย

จิตเสื่อม กายเศร้า เฝ้าดูให้เห็น เป็นความไม่แน่
พลิกจิต คิดแก้ ดับตัวตัณหา
บาปบุญมีอยู่ รู้ด้วยปัญญา ยกจิตศรัทธา เข้าหาพระธรรม

จิตตก จิตต่ำ เพราะกรรมตัดรอน รีบสั่ง รีบสอน อบรมใจตัว
ให้กลัวอบาย กลัวตายเดี๋ยวนี้ กลัวมีปัญหา กลัวทุกข์ตามมา รักษาไม่ทัน

ฝืนเถิดธาตุขันธ์ ต้องขยันภาวนา น้อมจิตศรัทธา ไหว้พระสวดมนต์
เพื่อมรรค เพื่อผล ต้นทุนความสุข
พ้นทุกข์ พ้นกรรม นำตนพ้นภัย
ชีวิตดีมีชัย สุขแท้แน่เอย ฯ

๕.
บทภาวนาก่อนเจริญสติภาวนา
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ในการเตรียมตัว เตรียมใจ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ
และเกิดกำลังจิตกำลังใจ ให้แก่ตนเอง
ก่อนเริ่มการปฏิบัติพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน


รู้กาย รู้ใจ ตั้งอก ตั้งใจ เจริญสติภาวนา
เกิดมาชาตินี้ มีบุญมากหนา ได้รู้ภาวนา รักษาใจตน ให้พ้นอบาย
ดับความวุ่นวาย จากกิเลสตัณหา ไม่ต้องเป็นบ้า ตามมันทุกวัน ฯ

รู้กาย รู้ใจ อดทนฝึกไป พากเพียรภาวนา
อย่าหยุด อย่าท้อ สู้หนอ ยอมตาย สำเร็จให้ได้ ก่อนตายวันนี้ ฯ

รู้กาย รู้ใจ กำหนดรู้ดูไป ในทุกๆสิ่ง หาใช้ความจริง
ทุกสิ่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สมมติกันมา เป็นนั่นเป็นนี่
จงดูให้ดี กิเลสนี้ฉลาดล้ำ เพลี่ยงพล้ำเราแย่ ตายแน่แพ้มัน ฯ

รู้กาย รู้ใจ กำหนดชัดลงไป หนอไว้ให้ทัน
ปัจจุบันที่นี่ เดี๋ยวนี้ ทันที ปัญญาดีแน่เอยฯ

๖.
บทภาวนาก่อนนอน ขณะอาบน้ำ ขณะนั่งเล่น เดินเล่น
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
นำสู่การปล่อยละ ปล่อยวาง ในธาตุ ในขันธ์
ให้เห็นตามความเป็นจริงของชีวิต


รู้กาย รู้ใจ ธาตุขันธ์อาศัย หาใช่ตัวตน ทนอยู่มันไป หลงได้มันมา
มีเชื้อตัณหา ติดมานุงนัง รอผุ รอพัง อนิจจังเปลี่ยนไป

อย่าหลงใยดี มันคือธาตุสี่ มีขันธ์ห้าขันธ์
แบกกันมานาน หลงอุปาทาน ว่าเป็นตัวกู

จงดูให้เห็น เป็นเพียงธาตุสี่ หามีอะไร ดินน้ำลมไฟ ปรุงแต่งทิ้งไว้ เป็นตัวเป็นตน
หลงอยู่ตั้งนาน ว่าสวย ว่างาม ความจริงของเหม็น
เห็นกันหรือไม่ แก่เด็กตายไป ไม่เหลือสักราย

ตามดูให้เห็น เป็นเนื้อ เป็นหนัง เป็นรังแห่งโรค ทุกข์โศกมีมา
ต้องตามรักษา ดูแลมันไป เบื่อหน่ายบ้างไหม โทษภัยธาตุขันธ์

บางวันแข็งแรง ไม่แสดงให้เห็น ความเป็นทุกขัง
ยืน เดิน นอนนั่ง ดูขลังดูดี อย่าหลงยินดี ในภาพมายา

ทุกขังซ่อนอยู่ รู้ไว้บ้างหนา อย่าบ้าตามมัน

รีบเตือนใจตัว อย่าหลงขันธ์ชั่ว ว่าเป็นสิ่งดี
ไม่นานเป็นผี แตกดับสูญไป อย่าหลงเข้าใจ ว่าเป็นตัวกู
เกิดมาให้รู้ ว่ามามือเปล่า ตายไปก็เน่า เหม็นเข้าเตาไฟ
ไม่มีอะไร ติดตามตัวไป ชั่วรู้แก่ใจ สั่งสมบุญไว้ จะไม่ตายฟรี ฯ

๗.
บทภาวนาขณะรับประทานอาหาร
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ในการปล่อยละ ปล่อยวาง ในการกินการอยู่ จะได้มีความสุขง่ายขึ้น
จะได้เข้าใจว่า เรากิน เราอยู่ อยู่เพื่ออะไร กินไปทำไม

—-
รู้กาย รู้ใจ กินไปกำหนดรู้ ตามดูใจอยาก ทั้งลิ้น ทั้งปาก ในรสมายา
ดิน น้ำ ไฟ ลม ผสมกันขึ้นมา มีรสโอชา หลอกตา หลอกใจ
เคี้ยวไปใจรู้ ตามดูให้ทัน เพียงเพื่อธาตุขันธ์ สวดมนต์ภาวนา

กินเพื่อกิเลส เป็นเปรตทันตา กินตามตัณหา ตกนรกทั้งเป็น

เคี้ยวหนอ รู้หนอ เห็นหนอ พอใจ กลืนไป ตามดู หยิบจับ ขยับรู้ ตามดูให้ทัน
รสดี รสมัน รสเปรี้ยว รสหวาน ตั้งอยู่ไม่นาน เสื่อมสลายหายไป ติดอก ติดใจ
เกิดชอบ เกิดชัง นามรูปทุกขัง อนิจจังเปลี่ยนไป
กำหนดดูให้ดี ในรสตัณหา ติดกันจนบ้า สิ้นเปลืองเวลา
แสวงหาของกิน ไม่จบ ไม่สิ้น ทุกวี่ทุกวัน

อาหารมื้อนี้ เป็นมื้อมหัศจรรย์ กินกันเพื่ออยู่ เรียนรู้ภาวนา
ไม่อยู่เพื่อกิน ตามลิ้นตัณหา กินเพื่อปัญญา มรรคผลนิพพานฯ

๘.
บทภาวนาขณะที่มีความทุกข์ มีปัญหาชีวิต
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
เข้าใจตามความเป็นจริงว่า ความทุกข์ที่แท้จริง เกิดจากสาเหตุอะไร
จะได้ปล่อยละ ปล่อยวาง แยกแยะให้ถูก
เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุด ตามหลักธรรม


รู้กาย รู้ใจ ทุกข์ภัยมีมา ปัญหาหนักอก ดวงตก เสียใจ
กำหนดรู้ดูไป ในความเป็นจริง
ทุกสิ่งเช่นนี้ อยู่ที่บุญกรรม ที่เคยทำมา
หลีกหนีไม่พ้น ทุกคนถึงตา หาพ้นสักราย

รู้กาย รู้ใจ กำหนดชัดลงไป ภายในดวงจิต
คิดฟุ้ง คิดกลัว คิดชั่ว อึดอัด ติดข้อง ติดขัด น้อยอก น้อยใจ
เรียกร้อง ร่ำไห้ เสียอก เสียใจ กำหนดดูให้ดี

อย่ามีคำบ่น ตัดพ้อต่อว่า อดทนภาวนา เฝ้ารู้มันไป
หาใช่ตัวเรา อย่าเหมารวมกัน
แยกธาตุ แยกขันธ์ แยกรูป แยกนาม ตามความเป็นจริง
สลัดทิ้ง ปล่อยวาง พบทางแก้ไข สุขใจทันที ฯ

๙.
บทภาวนาก่อนทำบุญ สร้างบารมี
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
เข้าใจในวิธีการทำบุญที่ถูกต้อง และจะได้เข้าใจว่า การทำบุญไปเพื่ออะไร


รู้กาย รู้ใจ บุญนี้ทำไป ด้วยใจบริสุทธิ์
บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จิตเจตน์จำนงตรงต่อนิพพาน
ชำระสันดาน กิเลสมารตัณหา ที่ติดตัวมา มีบาปอกุศล ในตัวในตน
ในจิตในใจ ให้สูญสิ้นไป ฉับพลันทันที ฯ

รู้กาย รู้ใจ วันนี้ทำบุญ เพิ่มทุนบารมี เพื่อให้เหนือดี ด้วยจิตศรัทธา
ไม่ทำเอาหน้า เอาศักดิ์ เอาศรี เอาเกียรติ เอากาม เอาความมั่งมี
เอาดีตามพวก เอาสะดวกตามใจ หลงใหลเสน่หา อกุศลนำพา มีตัวมีตน ฯ

รู้กาย รู้ใจ วันนี้ทำบุญ ทำด้วยปัญญา หวังหามรรคผล
เพื่อความหลุดพ้น เข้าสู่นิพพาน
ดวงจิตเบิกบาน สะอาดกาย สว่างใจ สุขสงบทันที ฯ

๑๐.
บทภาวนาเวลาเจ็บป่วยไม่สบาย
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
มีความรู้ และความเข้าใจในกฏความจริงของสังขารร่างกายว่า
คนเรานั้น ต้องมีเจ็บ มีป่วยได้เป็นเรื่องธรรมดา
จะได้ทำใจได้ เมื่อเวลาเป็นผู้ป่วย และก็จะเป็นผู้ป่วยที่มีปัญญา
เจ็บป่วยได้อย่างมีความสุขที่สุด


รู้กาย รู้ใจ ธาตุขันธ์เป็นไป โรคภัย ถามหา
ป่วยไข้ธรรมดา หาพ้นสักราย
ป่วยน้อย ป่วยหนัก รักษากันไป แก้ไข้อาจหาย ตายไปก็มี ดีได้ก็เห็น
เช้าสายบ่ายเย็น เป็นกันทุกวัน หาเลือกชนชั้น ป่วยกันทั้งปี
หลีกหนีไม่พ้น เป็นกันทุกคน แล้วแต่ผลกรรม และเหตุปัจจัย
ที่ส่งผลให้ เป็นไปแบบนี้ ไม่มีต่อรอง ทดลองกันดู

รู้กาย รู้ใจ กายป่วย ใจรู้ ให้อยู่แค่กาย
ใจอย่าวุ่นวาย ป่วยไปตามมัน
กายป่วยป่วยไป ใจนั้นรับรู้ มองดูให้เห็น อย่าเป็นตัวเรา
อย่าเศร้าเสียใจ หงุดหงิด ผิดใจ ร้องห่ม ร้องไห้ ตีโพยตีพาย
โทษนั่น โทษนี่ อยากหาย อยากดี อยากหนีมันไป อยากไล่มันหนี
คุมใจให้ดี กายนี้ปล่อยมัน อย่ามีผูกพัน
ธาตุขันธ์รถรา มีผุมีพัง อนิจจังของแท้ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปร
ต้องแก่ ต้องตาย ต้องเจ็บ ต้องเป็น
อย่าเห็นผิดไป ในความเป็นจริง
ทุกสิ่งเช่นนี้ มีวันเสื่อมสลาย
เกิดได้ ตายได้ เป็นได้ หายได้ หน้าที่ของมัน

รู้กาย รู้ใจ ธาตุขันธ์ป่วยไป ใจนั้นเฝ้ารู้
ดูความเกิดดับ ปรับจิตปรับใจ
ให้ปลง ให้ละ ให้สละ ให้วาง สู่ทางสงบเย็น
เป็นเพียงธาตุรู้ เฝ้าดูปล่อยมัน ธาตุขันธ์อนัตตา
อย่าบ้ายึดมัน ป่วยไข้ หายพลัน สุขได้ทันที ไม่มีทุกข์เลย ฯ

๑๑.
บทภาวนาเตรียมตัวก่อนตาย
บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ในการเจริญมรณสติ เตรียมตัวก่อนตาย ซ้อมตาย ฝึกตาย ก่อนตายจริง
จะได้ตายอย่างมีสติ มีความสุข ความสงบ


รู้กาย รู้ใจ หลับตาลาโลก ไม่โศกไม่เศร้า หาใช่ตัวเรา นั่นคือความจริง
สละทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางธาตุขันธ์ ดูมันแตกสลาย เกิดได้ ตายได้ เช่นนี้ทุกคน
หลีกหนีไม่พ้น ทุกคนต้องตาย ฯ

รู้กาย รู้ใจ ปิดตาลาตาย ดับจิตวุ่นวาย กลัวตายรู้ทัน
ปัจจุบันเป็นไป ในกฏไตรลักษณ์
แตกหักวันนี้ ตามดูให้ดี ไม่มีใครตาย ฯ

รู้กาย รู้ใจ กำหนดจิตดับไป สงบใจทันที อย่ามีห่วงใย ในโลกตัณหา
อยากอยู่ อยากมา อยากหา อยากเป็น อยากเห็น อยากไป ติดอกติดใจ
สลัดทิ้งมันไป น้อมจิตน้อมใจ ถึงพระนิพพาน ฯ

รู้กาย รู้ใจ สิ้นลมตายไป ดับสนิทสังขาร ตายหนอ รู้หนอ ก่อทุกข์มานาน
สิ้นสุดอวสาน ตามกาลเวลา ตถตา ปล่อยวาง ตามทางของมัน
ธาตุขันธ์สุญญตา ลาแล้วของกู คืนสู่ธาตุเดิม ฯ

*ตถตา (ตะถะตา )แปลว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง ทุกสิ่งมีเหตุ มีปัจจัยให้เกิด ให้ดับ
*สุญญตา (สุญญะตา) แปลว่า ความว่างเปล่าจากกิเลส ไม่มีกิเลสรบกวน

*ตถตา (ตะถะตา )แปลว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง ทุกสิ่งมีเหตุ มีปัจจัยให้เกิด ให้ดับ
*สุญญตา (สุญญะตา) แปลว่า ความว่างเปล่าจากกิเลส ไม่มีกิเลสรบกวน