เพราะฉะนั้นจะต้องพยายามแล้วพยายามอีก พิจารณาแล้วพิจารณาอีก มันจึงจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดออกไปเรื่อยๆ อย่าให้มันมาหลงรสอร่อยของตัณหาที่มันสอพลอล่อลวงจะเอานั่นนี่เพื่อตัวสารพัดอย่าง มันถูกลวงโดยกิเลสตัณหาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเงื่อนที่จะแก้ต้องแก้ที่นี่ ต้องพิจารณากายกับใจนี้ ให้เห็นความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตนเอาไว้ ย้ำไว้ซ้ำซากทีเดียว แล้วมันจึงจะโค่นกิเลสตัณหาภายในได้
เราจะต้องพยายามแล้วพยายามอีกในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงได้พูดย้ำแล้วย้ำอีกอยู่นี่เหมือนกับเราจะต้องรักษาโรค คือโรคนี้มันไม่ใช่โรคทางกาย มันเป็นโรคทางจิตใจ เราก็จะต้องตรวจแล้วตรวจอีก แล้วก็เอาธรรมโอสถมารักษา มาเยียวยาให้รู้ความจริงว่าธรรมโอสถนี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐแท้ๆ ทีเดียว พอเอามาตรวจมาสอบมารอบรู้เข้าเท่านั้น มันก็ขับเชื้อโรคออกไปได้ ตามขนาดของสติปัญญาที่ได้เลือกเฟ้นเอามาประพฤติปฏิบัติได้ตามสมควรแล้ว มันขับเชื้อโรคทางจิตใจ คือกิเลสตัณหา ให้มีการเบาบางจางคลายไปตลอดเวลาทุกนาทีก็ว่าได้
ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้มันเป็นโรคเน่าใน กายก็เน่า จิตก็เน่าในเปียกแฉะอยู่ แล้วมันก็ไม่รู้ไม่ชี้อะไร มันก็เหมือนหนอนที่อยู่ในของสกปรกโสโครก แต่มันกลับว่ามันสบายดี อยู่ดี กินดี อิ่มหมีพีมันไปตามประสาหนอนนั่นแหละ ทีนี้เราต้องรู้ว่า ตัวนี้มันไม่ใช่ตัวหนอนเป็นตัวรู้ขึ้นมาแล้ว จะต้องละให้ได้แล้ว ขืนสกปรกโสมมจมโคลนอยู่อย่างนี้ มันทุกข์แท้ๆ ทีเดียว
เพราะฉะนั้นจึงต้องมีความพยายามแล้วพยายามเล่า ตรวจสอบตัวเองอยู่ทุกขณะไป ถ้าทำได้อย่างนี้ตลอดเวลา ทุกข์โทษทั้งหลายจะเบาบางไป จิตจะมีความสงบได้ แล้วก็เป็นการรู้ได้ด้วยตนเองทั้งนั้นไม่ว่าใคร แล้วการสำรวมกายสำรวมวาจาก็มีขึ้นอย่างปกติทีเดียว การที่จะเที่ยวป๋อหลอไปกับเรื่องสัพเพเหระเป็นสิ่งที่น่าละอายที่สุด มันจะต้องพูดความจริง อย่าไปพูดชนิดที่เป็นการหลอกลวง หรือเป็นการตลกคะนองไปตามประสาคนบ้าคนหลงอย่างนั้น ต้องรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เรื่อยไปทีเดียว
การปฏิบัตินี้จะต้องตรวจหลายชั้นอยู่เหมือนกัน แต่ต้องตรวจเข้าชั้นในให้มากๆ กายกับวาจามันจะได้เรียบร้อย จะได้สงบพอสมควรได้ แต่ถ้าจิตใจมันยังบ้าจัดหลงจัดแล้ว การพูดการทำอะไรมันก็บ้าไปอย่างนั้น เป็นกิริยาของคนบ้าไปอย่างนั้นแหละ เหมือนกับที่เขาว่า ที่ปากคลองสานแต่งตัวดีกันทั้งนั้น ใครไม่รู้ก็เห็นว่าเป็นคนดี แต่พอพูดออกมาเขาก็รู้ว่าเป็นคนบ้า นี้ก็เป็นเครื่องเทียบได้เหมือนกัน เราก็แต่งตัวดีกันทั้งนั้น ถ้าพูดอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์แล้ว ใครที่เขามีสติดีได้มาฟัง เขาก็รู้ว่าพวกนี้ยังบ้าอยู่ พวกนี้ยังหลงอยู่ หลงพูดเพ้อเจ้ออะไรต่ออะไรอยู่ ทั้งที่แต่งเครื่องแบบแล้ว สวยงามอยู่แล้ว ก็ยังแสดงกิริยามารยาทให้คนที่มีดวงตาเห็นว่ายังเป็นคนบ้าคนหลงอยู่เลย
นี่ต้องรู้ของตัวเองสารพัน จะต้องมีการอบรมจิตใจของตัวเองให้เหมาะสมยิ่งขึ้น อย่าให้มันเป็นคนทำกิริยาบ้าๆ บอๆ ออกมาทางกายทางวาจา นั่นมันขั้นหยาบ ทีนี้โรคบ้านี่มันบ้ามาจากข้างในโน่น บ้าออกมาทางใจนั่นแหละ อยู่ข้างในโน่น แม้จะไม่แสดงกิริยาวาจาออกมาทางกายให้คนอื่นเห็น ข้างนอกเขาเห็นว่าสงบดีจริง แต่ข้างในนั่นมันยังบ้าอยู่ ไม่มีใครเห็น ถ้าตัวไม่รู้ของตัวเองแล้ว มันก็บ้าอยู่ข้างในนั่นเอง ไม่ว่าจะบ้า นึกบ้าจำบ้าโกรธบ้าเกลียดอะไรก็สารพัดอย่างที่มันบ้าอยู่ข้างใน แม้ว่าไม่ได้แสดงกิริยาวาจาอะไรออกมาให้คนอื่นเขาเห็น มันเงียบอยู่นั่น แต่ไม่ใช่เงียบชนิดที่เป็นการขัดเกลาให้สะอาด มันสกปรกอยู่ แต่เป็นของตรวจให้รู้ยาก
เพราะฉะนั้นกิริยามรรยาทของคนเคร่งครัดก็รู้ยากเหมือนกัน เพราะมันไม่ใช่ชั้นเดียว ต้องเข้าข้างในด้วย และข้างในนี่ใครจะไปรู้ใครได้ นอกจากตัวเองแล้วไม่มีใครรู้หรอกว่ามันจะหลอกลวงอยู่เท่าไร ถ้ากิริยาวาจาไม่ได้หลอกลวง แต่มันหลอกลวงอยู่ข้างในตัวเอง แล้วใครจะไปรู้ให้ได้ อย่างนี้มันจะต้องรู้ของตัวเองให้ดีหรือไม่ ให้ถูกต้องขึ้นหรือไม่ มันจะได้ไม่เป็นการหลอกตัวเองว่ารู้แล้วๆ เก่งแล้ว มันจะต้องจับผิดตัวเองที่ยังรู้ผิดจำผิดคิดผิดอยู่อย่างไร
รูปนามขันธ์ ๕ นี้มันไม่เที่ยงเป็นทุกข์อยู่ แล้วมันยังยึดถือเป็นตัวกูของกูอยู่นี่ แล้วอย่างนี้มันเป็นโรคร้ายหรือไม่ ตรวจดูเอาเองไม่ว่าใครนะ ถ้ามีความประสงค์จะหายบ้าหายหลงกันจริงแล้วละก็ ต้องรู้ของตัวเองให้ถี่ยิบขึ้นมาทีเดียว แล้วนั่นแหละมันจึงจะรักษาโรคบ้าโรคหลงให้เบาบางไปได้
และโรคเกลียดโรคโกรธอะไรสารพัดอย่างนี่นะ ต้องรักษาต้นขั้วนี่ ถ้าต้นขั้วตัวตนมันยังแผลงฤทธิ์ตระหง่านอยู่นะ บ้าเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ถึงใครจะมาว่าดีเท่าไรมันก็เท่านั้น เพราะปากคนพูดนี่มันไม่สำคัญ จะติก็ไม่สำคัญ จะชมก็ไม่สำคัญ มันต้องรู้ต้องละของตัวเองต่างหาก มันตรงไปตรงมาอยู่อย่างนี้จริงๆ
ที่จะหายบ้าหายหลงไปก็ต้องรู้ของตัวเอง จะยังบ้ายังหลงอยู่ก็ต้องรู้ของตัวเอง ต้องแก้ปัญหาของตัวเองโดยเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้ามาสอบต่างหาก มันไม่ใช่อวดภูมิรู้อะไรเลย มันเรื่องตรงไปตรงมาอยู่อย่างนี้จริงๆ ถ้ายิ่งตรวจสอบรอบรู้เข้ามาแล้ว มันจับความเป็นมายาสาไถยภายในตัวเองได้ทุกสิ่งทุกอย่างหมด ที่มันจะมีการสอพลอล่อลวงยึดถือดีชั่วตัวตนอะไรขึ้นมา จับได้คาไม้คามือ แล้วก็ฆ่ามันให้ตายเรื่อยไป
ที่นี้เราจะไปฆ่ามันทีละอย่างสองอย่างนะ มันไม่ตายหรอก ฆ่าด้วยการพิจารณาเห็นความเป็นธาตุนี้ กายก็เป็นธาตุ ใจก็เป็นสักแต่ว่าธาตุ พิจารณาอยู่อย่างนี้เรื่อยเชียวอย่างนี้เรียกว่าฆ่า ฆ่ากิเลสตัณหาตัวตนอะไรสารพัดอย่างเสร็จอยู่ในการพิจารณาให้เห็นความเป็นธาตุอย่างเดียว ไม่มีเรื่องมากเลย ใครๆ ก็พิจารณาได้ ให้รู้ได้ แต่ว่ามันต้องเพียร เพราะว่าการพิจารณาเข้ามาสอบตัวเองอย่างนี้ มันขัดอำนาจของกิเลสตัณหา มันไม่ยอม มันอยากจะให้ไปเอาอย่างอื่น อยากจะให้โยกย้ายไปรู้อย่างอื่นเหมือนกับที่เราจะสงบๆ จะให้รู้ลมหายใจมันก็ยังไม่อยากจะให้รู้เลย มันเที่ยวเร่ร่อนไปหาเรื่องยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น แล้วก็ทุกข์ทั้งนั้น จริงหรือไม่ก็สอบดูเองเถอะ เพราะว่ามันเรื่องภายในจิตใจทั้งนั้น
ต้องสอบแล้วสอบอีกอยู่ในตัวเองนี่นะ ไม่ใช่ไปเอาเรื่องข้างนอกมาสอบ ต้องสอบเข้ามาข้างใน ตรวจเข้ามาข้างในทั้งนั้น มันจะผิดพลาดพลั้งเผลออะไร หรือมันถูกไฟทุกข์ ไฟกิเลสเผาลุกโพลงๆ อยู่นี่ แล้วจะจัดการอย่างไรดี จะดับมันอย่างไรดี
|