header
     
 

ใครยังบ้าอยู่

ท่าน ก.เขาสวนหลวง
สำนักปฏิบัติธรรมเขาสวนหลวง ราชบุรี
แสดงเมื่อ ๑ มีนาคม ๒๕๑๗

วันนี้เป็นวันประชุมตามเคย เพราะว่าการปฏิบัติที่ได้ดำเนินมาเป็นลำดับนั้นก็นับว่ามีประโยชน์มากอยู่ แต่ว่าข้อสำคัญจะต้องพยายามพิจารณาให้เป็นการรู้แจ้ง หรือพิจารณาให้รวบรัดเข้ามา คือไม่ให้มันกระจายออกไป ให้พิจารณาเข้ามาที่กายกับใจนี้ เพราะเรื่องรูปนามหรือขันธ์ ๕ มันก็อยู่ที่กายกับใจนี้ จะต้องให้รู้จริงๆ มันจึงจะได้รับประโยชน์ แล้วก็การที่จะพิจารณาให้รู้ทั่วถึงภายในกายใจนี้เท่านั้น ที่จะต้องพยายามแล้วพยายามอีก เพราะว่าการมองเข้ามาหาตัวเองนี้ มันมีคุณมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง หรือว่าผู้ปฏิบัติก็ได้พยายามกันอยู่ แต่ว่าข้อคิดหรือ การพิจารณานั้นมันยังไม่ได้เป็นการติดต่อก็เรียกว่าหลักในจิตใจนั้นมันยังไม่มั่นคง จึงต้องพากเพียรพิจารณาให้เป็นการรู้ และประคับประคองความรู้เอาไว้ให้ติดต่อให้ได้ ถึงจะเผลอเพลินไปก็อยู่ในระยะสั้น ส่วนมากจะต้องมีการพิจารณาอยู่เป็นประจำทีเดียว

ภายในโรงเรียนคือกายยาววา หนาคืบ มีสัญญาใจครองนี้ มันเรียนรู้อะไรได้หลายๆ อย่าง อยู่ในตัวเองทั้งนั้น แม้แต่หลักกรรมฐานก็ให้เอาลมหายใจนี้เป็นหลัก คือทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่ในกายใจนี้ทั้งนั้น ซึ่งจะต้องพยายามศึกษาพิจารณาให้ทั่วถึง แล้วมันจะได้ไม่หลงเพลิดเพลินไปกับเรื่องภายนอก

กายกับใจนี้เป็นแต่เพียงธาตุ หรือเป็นของปฏิกูลที่มีประจำอยู่ทุกขณะแล้ว จะต้องพิจารณาให้เป็นการรู้ให้จงได้ เพราะว่าตามธรรมดานั้นไม่ได้พิจารณาเข้ามาในกายในใจนี้ มันก็เลยท่องเที่ยวไปตามอารมณ์ ตลอดเวลา ยืน เดิน นั่ง นอนนี่ มันหลงไปกับอารมณ์ภายนอกเท่าไรแล้ว นี้จะต้องสอบตัวเองให้รู้ทีเดียวนะ

ถ้ามีสติติดต่อพิจารณาอยู่ได้ทุกอิริยาบถ โดยการตามรู้ตามเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนอะไรอยู่ในกายในใจนี้ทั้งหมดแล้ว การปฏิบัติก็ตัดเรื่องตัดราวออกไปเรื่อยทีเดียว เพราะว่าแนวของความรู้มันต้องรู้อยู่ข้างในตัวเอง พยายามที่จะมองแล้วมองอีก พิจารณาแล้วพิจารณาอีก ซ้ำๆ ซากๆ อยู่นี่ อย่าให้มันเที่ยวลอยละล่องไปเอาเรื่องเอาอารมณ์ หรือความจำความคิดความรู้สึกอะไรทางทวาร คือทางอายตนะ ทางตา ทางหู จะต้องรวมมาแล้วนะ รวมมารู้อยู่เห็นอยู่ว่า มันเป็นสักแต่ว่าธาตุ คือรูปธาตุกับนามธาตุ

ต้องพิจารณาให้รู้จริงๆ ถ้าเพียงแต่เป็นการรู้นิดๆ หน่อยๆ ชั่วครั้งชั่วคราวแล้วนะ ยังไม่รู้อะไรหรอก มันยังหลงละเมอเพ้อพกไปทั้งนั้น แล้วก็การพิจารณานี่ มันก็ไม่ใช่เป็นของลำบากหรอก ที่มันยากก็เพราะว่ากิเลสนี่เองมาปรุงแต่งจิตใจให้เหหันไปตามอารมณ์ที่มันคุ้นเคยเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องคอยมีสติสกัดกั้นเอาไว้ อย่าให้มันปรุงมันคิด มันจำอะไรต่ออะไรออกไปข้างนอก ให้มันมาจำก็จำถูก คิดก็คิดถูก เห็นก็เห็นถูก ภายในตัวเองทั้งหมดทีเดียว ว่าร่างกายนี้มันประกอบไปด้วยธาตุอย่างไร หรือความรู้สึกสุขทุกข์อะไรทั้งหมดนี้ จะต้องพิจารณาอยู่ทุกๆ อิริยาบถทีเดียว หลักของสติจึงจะตั้งได้ มันตั้งอยู่ที่ตัวประธานนี่นะ ที่กายใจนี้ ไม่ท่องเที่ยวไปนอกตัว จะต้องรอบรู้อยู่ในตัวเองตลอดเวลา ทุกๆ อิริยาบถและทุกๆ ขณะให้จงได้

เราต้องฝึกเรื่อยไปจนตลอดชีวิตนั่นแหละจึงจะได้ เพราะมันไม่ใช่การกระทำชั่วครั้งชั่วคราว แล้วก็เลิก ก็ท่องเที่ยวไป เพลิดเพลินไป เพ้อเจ้อไป อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าทำอย่างนี้แล้วตายเปล่า ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรหรอก มันเพียงแต่จำเก่งพูดเก่งเท่านั้นเอง แต่ส่วนจิตใจนี้มันยังไม่รู้ไม่ชี้ ถึงจะรู้ตามหลักตามเกณฑ์มา มันก็พูดได้แต่ปาก ยังใช้ไม่ได้ ทีนี้ใจนี้ต้องรู้ มันจึงจะพ้นทุกข์ได้ มันจึงจะดับกิเลสได้

ข้อสำคัญจะต้องพิจารณาตัวเองอยู่ทุกๆ ขณะทีเดียวว่า จิตที่หลงใหลเพลิดเพลินอยู่นี่ ไปยึดถืออะไรมามันทุกข์หรือเปล่า ก็ตรวจดู ถ้าขืนปล่อยจิตใจให้ท่องเที่ยวแล้ว ก็ยังเป็นคนบ้าคนหลง มันก็ตรงอยู่ในตัวเองทั้งนั้น ไม่ว่าใคร ถ้าจิตมันรู้อยู่กับเนื้อกับตัว มันพิจารณาตัวเองอยู่ทุกๆ อิริยาบถ ทุกๆ ขณะแล้ว มันก็จะหายบ้าหายหลง

นี่นะ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นความอัศจรรย์จริงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต้องน้อมเข้ามาใส่ตัว น้อมเข้ามาใส่ใจให้มากๆ แล้วมันจึงจะเปลี่ยนสันดานคนบ้าคนหลงซึ่งมีอยู่ในตัวเองมากมายนักหนาทีเดียว เพราะว่าบ้า 500 จำพวก เหมือนที่เขาไปอยู่ปากคลองสานนั่นมันนิดหน่อย ไม่ใช่ นี่มันบ้าอยู่นี่ บ้า 500 จำพวกนี้ ต้องรักษาด้วยธรรมโอสถ ต้องรักษาด้วยพิจารณาให้รู้จริงเห็นแจ้งในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน อยู่ในรูปนามขันธ์ 5 คือกายใจนี้

มันเรื่องย้ำซ้ำซากอยู่นี่ อย่าเที่ยวเร่ร่อนไปเอาอะไรต่ออะไรมาเลย มันจะหมดอายุเปล่า จิตใจนี่มันก็ยังไม่หยุด มันก็ยังอยากเรื่อยไป ระวังให้ดี เพราะฉะนั้นถ้ามันรู้จริงขึ้นมาขณะไหน มันหยุดทีเดียว มันหยุดอยากหยุดเอา หยุดวิ่งสารพัดอย่างหมด เพราะว่ารวบรัดเข้ามาให้สั้นที่สุด มีแต่รูปธาตุนามธาตุที่ทรงตัวอยู่นี่ มันไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลตัวตนแต่ประการใด ต้องพิจารณาซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ที่มันยังรู้ผิด เห็นผิด จำผิดไปนี่ ต้องมาแก้ปัญหาของตัวเองให้ได้ ไม่ใช่เรื่องเรียนจำจากพระไตรปิฎกมากมายก่ายกองดอก นั่นเป็นเรื่องเรียนอวดกัน

ข้อปฏิบัติที่จะน้อมเข้ามาใส่ตัวจริงๆ นั้นเพียงข้อเดียวก็พอ พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้แล้ว ไม่ว่าเรื่องอริยสัจจ์หรือเรื่องขันธ์ 5 หรือเรื่องสติปัฏฐาน 4 มันก็อย่างเดียวกันทั้งหมด มารวมอยู่ในกายกับใจนี่ มันเป็นหลักอยู่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปหาหัวข้อที่ไหนมากมายหรอก หลักขันธ์ 5 ก็อยู่ที่นี่ นามรูปก็อยู่ที่นี่ ที่ตัวเองนี่ กายกับใจนี่นะ

ข้าศึกภายในมันเป็นของลึกซึ้ง มันคอยก่อเกิดเรื่อยและมันเกิดมาเผาให้ร้อนแล้วร้อนอีก ทุกข์แล้วทุกข์อีก เราก็สอบกันดู ว่าทุกข์ที่เกิดขึ้นมาในใจทำไมเราจึงไม่ค่อยรู้เท่าทัน ที่ปล่อยให้กิเลสเผาเร่าร้อนอยู่นี่เพราะเหตุอะไร

เราก็เคยเร่าร้อนมามากมายแล้ว ทีนี้จะต้องรู้ละ รู้วิธีที่จะดับทุกข์ดับกิเลสภายในจิตใจของตัวเองได้ ปล่อยวางให้มันว่างเปล่าไปได้ แล้วก็รู้สึกว่าจิตใจนี่มีความว่างมีความสงบ ผู้ปฏิบัติก็รู้แล้วว่าจิตว่างน่ะมีอยู่ แต่ขณะไหนที่วุ่นขึ้นมาจะทำอย่างไร? ก็ต้องพิจารณากวาดทิ้งไปสิ มันก็เหมือนการรักษาบ้านเรือน เราต้องกวาดถูทุกวัน ถ้าไม่ทำก็นั่งไม่ได้ นอนไม่ลง เพราะว่ามันสกปรก ภายนอกก็ยังต้องรักษาความสะอาดทุกวัน แล้วจิตใจนี่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีก เพราะความสกปรกรกรุงรังภายในจิตใจนี่มันรู้ได้ยาก มันคอยแต่จะไปเก็บเอาเข้ามายึดถือ เอาเข้ามาให้รกรุงรังแล้วก็นิยมชมชอบ นึกว่าดี

เรื่องไม่รู้ตัวเอง เที่ยวไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้ามาเป็นตัวกูของกู มันรกอกร้อนใจขึ้นมาอย่างไร ไม่มีใครจะไปสอบให้ได้ ต้องตรวจสอบเอง จะได้ซักฟอกได้ดับทำลายไป แล้วก็ไม่ต้องเรียกให้พระมาช่วย สติปัญญาของตนนี่เองเป็นไม้กวาด กวาดมันทิ้งออกไป ให้เตียนจากิเลส แล้วก็เป็นพระเสียเอง จะไปจ้างให้คนอื่นมาเป็นพระให้มันก็ไม่พ้นทุกข์ หรือจะไปพึ่งพระข้างนอกมันก็ไม่พ้นทุกข์อีก ต้องทำให้เด็ดขาดลงไปในใจของเราเอง ให้มัน กวาดกิเลสเกลี้ยงๆ ไปทุกครั้งทุกคราวทีเดียว แล้วก็พบพระ คือพระใจนี่ ซึ่งไม่มีตัวไม่มีตน เพราะพระแท้ๆ น่ะไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชาย ไม่ได้เป็นอะไรทั้งหมด

ไม่ว่าจะหลงไปเพลินไปในเวทนาทั้งภายในภายนอกทั้งหมด ต้นขั้วมันอยู่ที่พิจารณาให้เห็นความเป็นธาตุ นี่นะ เห็นรูปธาตุนามธาตุเท่านั้น มันจะไม่เพลินไปในเวทนาทั้งภายในภายนอก มันเรื่องอย่างนี้ มันเรื่องจับต้นขั้วอยู่ที่ตัวเองนี่ พิจารณาซ้ำซากอยู่มากมายเท่าไรก็ยิ่งดี มันเป็นการดับทุกข์ดับโทษดับอะไรสารพัดอย่างอยู่ในขบวนนี้ทีเดียว โดยไม่ต้องไปเอาข้อนั้นข้อนี้มาพูดอธิบายกันโขมงโฉงเฉง มันไม่ได้หรอก มันลืมหมด มันได้แต่พูดคล่องชั่วคราวเท่านั้นเอง รู้เจาะจงอย่างนี้มันดับกิเลสได้เดี๋ยวนี้ทันที

ต้องยืนหลักสติความรู้ไว้ อ่านดูอย่างนี้นะ ทุกๆ ขณะเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่มีความรู้อย่างนี้แล้ว จะพยากรณ์ตัวเองได้ว่า "กูมันยังบ้าอยู่โว้ย" มันยังหลงอยู่ อย่าทำอวดดีไปเลย ถ้าอ่านตัวเองออกในเรื่องนี้ แล้วมันจะหดกลับมารู้ของตัวเองทีเดียวว่า ตัวเองนี่ไม่มี มีแต่รูปธาตุนามธาตุ มันว่างจากสัตว์บุคคลอยู่ในตัวแล้ว แล้วนี่จะเสือกกะโหลกไปยึดถืออะไร ต้องกลับมาชี้หน้ากลับ คืออย่ามองออก ต้องมองเข้า มองเข้ามาตรวจมาสอบมารอบรู้ได้มากเท่าไร จะเป็นเครื่องทำลายเชื้อโรคกิเลสตัณหาอุปาทานให้เบาบางจางคลายไปเรื่อยๆ ทีเดียว

ถ้าไม่ทำวิธีอย่างนี้แล้ว ตายเปล่า ก็หลงละเมอเพ้อไปอย่างนั้นแหละ ประเดี๋ยวรู้ประเดี๋ยวก็ไปแล้ว ประเดี๋ยวรู้ผิดประเดี๋ยวรู้ถูก ประเดี๋ยวหยุดได้ประเดี๋ยวไปเอามาอีกแล้ว มันหลอกมันลวงอยู่หลายอย่างนัก เพราะฉะนั้นจะต้องย้ำมันอยู่ทีเดียว เพราะมันแย่มาแล้ว มันรู้หลายอย่างมันแย่ ทีนี้ต้องย้ำมันอย่างเดียว รู้มันอย่างเดียว ไม่ต้องไปรู้อะไรอย่างอื่น เพราะไม่ได้เป็นนักปราชญ์ที่ไหน มารู้อย่างเดียวว่า กายทั้งหมดมันเป็นของเราอยู่ที่ตรงไหน รูปธาตุ นามธาตุ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเป็นเพียรธาตุรู้เท่านั้น มันไม่ได้มีความหมายว่าเป็นตัวเป็นตนเลย ต้องมาซ้ำอยู่กับสิ่งนี้ มาขุดหัวตอตัวกูนี่เอง เพราะมันยังกอดรัดอยู่ มันยังหลงรักอยู่ ว่าร่างกายทั้งหมดเป็นของมัน แล้วความรู้สึกทางจิตใจที่เรียกว่า เวทนา สัญญา สังขารนั้น มันก็ยังยึดถืออยู่ มาแก้ปัญหากันอย่างเดียวนี้ดีกว่า

การที่จะรู้อะไรมากมายไปนั้น มันเพียงแต่เป็นเครื่องเล่น ให้หลงลูบคลำไปเหมือนของที่มันมีในโลกนี้ เหยื่อของมารมันก็มีอยู่หลายอย่าง และตัณหามันก็คอยชี้ช่องบอกทางไป มันให้รู้อย่างนั้น มันให้รู้อย่างนี้ มันให้อยากไปอย่างโน้น วุ่นวายไปต่างๆ นานา มันไม่ยอมหยุด ไม่ยอมสงบ แล้วลองคิดดูซิ จะรู้ไปถึงไหนกัน จะรู้อะไรที่ไหน มันจึงจะดับทุกข์ได้ตรงจุดตรงใจ

นี่ต้องกลับมาทีเดียว กลับมารู้อย่างนี้ทีเดียว พิจารณาอยู่ทุกขณะทีเดียว แล้วมันดับทุกข์ได้จริงๆ แม้มันจะเพลิดเพลินไปชั่วครั้งชั่วคราว ในที่สุดมันต้องกลับมารู้ กลับมาพิจารณาอยู่ ว่ามันไม่ใช่เป็นตัวเรา ไม่ใช่เป็นของเราจริงๆ ย้ำอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิต เพราะถ้ายังไม่หมดจากอาสวกิเลส อวิชชา ตัณหา แล้วนะ ต้องย้ำอย่างนี้เรื่อยเชียวมันจึงจะทำลายอวิชชาตัณหาได้ เพราะมันเป็นจุดๆ เดียวแท้ ๆ ทีเดียว ถ้ารู้ออกไปมากมายหลายอย่าง นั่นเป็นการทำประโยชน์ผู้อื่น ที่นักปราชญ์ทั้งหลายท่านรู้กัน อรรถแปลแก้ไขมากมายก็เป็นประโยชน์แก่คนอื่น แต่สำหรับประโยชน์แก่ตนเองโดยเฉพาะแล้วต้องย้ำอยู่อย่างนี้เรื่อยเชียว รูปนามนี่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน แยกแยะมันดูอย่างนี้มีงานอยู่อย่างนี้อย่างเดียว

เราไม่ต้องเอาเรื่องอะไรมาอธิบายขยายความอะไรทั้งหมด เพราะมันเจาะจงให้รู้อยู่กับเรือนไฟไหม้นี่ มันเต็มไปด้วยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาอยู่ทั้งหมด ทั้งเรือนร่างกายใจนี้ ดูมันให้ทั่วถึง รู้มันให้แจ่มแจ้งเท่านั้น แล้วจะดับทุกข์ดับโทษได้จริงหรือไม่ก็ให้ผู้ปฏิบัติไปทดลองสอบดูเอาเอง เพราะที่พูดนี่ พูดตามความรู้สึกของตัวเองโดยเจาะจงเท่านั้น นอกนั้นก็ต้องไปรู้เอาเอง อยากจะรู้มากก็รู้ไป จะรู้ไปถึงไหนก็ไปรู้กันเถอะ แต่สำหรับตัวผู้พูดนี้ รู้เท่านี้ พูดซ้ำๆ ซากๆ อยู่นี่ คนฟังบางคนก็คงจะง่วงนอนเต็มที เพราะอยากจะฟังเรื่องแปลกๆ ถ้าคนไหนที่ง่วงนอนเต็มที่นั่นแหละจะบ้าไปจะหลงไป ถ้าคนไหนฟังแล้วตื่นตัวขึ้นมาได้ นั่นแหละจะหายบ้าจะหายหลง เพราะมันได้ปลงตกขึ้นมา มันได้ยกเลิกออกไป

เรื่องธรรมะที่เป็นภาษาจิตใจอย่างนี้ ถ้าคนไม่ได้ปฏิบัติแล้วก็ฟังไม่รู้หรอก นี่พูดไปตามภาษาที่ปฏิบัติกันอยู่ เป็นภาษาจิตใจที่จะรู้กันได้ ที่ไหนรู้ได้ก็รู้ไป ที่ไหนรู้ไม่ได้ก็ไม่รู้ไป เพราะว่าไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรแล้ว จาระไนอะไรต่ออะไรก็มาก มันก็หนวกหูเต็มที

เพราะฉะนั้นต้องเจาะจงเอาอย่างเดียวดีกว่า เพราะเราจะต้องตรงเข้ามาจัดการ คือ ขุดรากเหง้าของตัวตนหรือตัวกูอะไรก็สุดแท้เถอะ หรือกิเลสตัณหาอะไรก็ตามเถอะ ที่มันยังปกคลุมหุ้มห่อจิตใจอยู่ทุกขณะก็ว่าได้ ถ้าไม่ได้พิจารณาเจาะจงเข้ามาหาตัวนี้แล้ว ก็ไม่มีหนทางแน่ พระพุทธเจ้าได้บอกไว้หมดแล้ว ทั้งภายนอกภายในล้วนเป็นอนัตตาทั้งหมด ไม่ใช่เป็นตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีแก่นสารทั้งหมด แต่คนที่ยังหูหนวกอยู่ แล้วก็ยังตาบอดอยู่ ก็มองไม่เห็น ฟังไม่ได้ยิน ก็เลยเรื่อยเปื่อยไปหมด

ถ้าเป็นการหยุดดูหยุดรู้เข้ามาหาตัวเองเท่านั้น มันก็เบิกลูกตาขึ้นมาเห็นทีเดียว เพราะไม่ได้ไปสร้างมันขึ้นมาหรอก มันมีอยู่ก่อน มีอยู่แล้ว เรื่องกายกับใจหรือกิเลสตัณหาที่เกิดๆ ดับๆ อยู่ทุกขณะนี้ มันมีอยู่ให้ดูให้รู้มัน ถ้าไม่รู้แล้วมันก็เผาเอาโครมๆ ถ้ารู้มันแล้ว เผามันก็ได้ ปล่อยมันก็ได้ วางมันก็ได้ มันเรื่องเท่านี้เอง

เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพูดกันอยู่ในเรื่องนี้ตลอดเวลา ถ้าจะพูด ถ้าไม่พูดเรื่องนี้ หุบปากดีกว่า เพราะขืนพูดมากไปมันก็โกหกอีก มันก็ลวงโลกอีก หลายๆ อย่างที่ทำให้รู้สึกว่าควรจะพูดอยู่แต่ในเรื่องนี้ ว่ามันไม่ใช่เป็นตัวเรา ไม่ใช่เป็นของของเรานะ มันมีแต่รูปธาตุนามธาตุที่ยังปรากฏอยู่ ต้องรักษามันไปตามเรื่อง ต้องกินต้องถ่าย เจ็บไข้ก็ต้องกินยาเข้าไป มันก็เป็นของชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้เป็นของยั่งยืนถาวรอะไร เหมือนกับเราจะข้ามฟากก็ต้องเกาะซากผีนี่ข้ามไป เพราะว่าเรือแพมันไม่มี มีแต่ซากป่าช้าผีเดินได้นี่ ก็ต้องเกาะมันข้ามฟากไป คืออาศัยขันธ์ ๕ กายใจนี้ปฏิบัติธรรมะเพื่อปล่อยวางเรื่อยไปนั่นแหละ เขาเปรียบเหมือนอาศัยผีเน่าข้ามฟากเท่านั้น แม้จะเหม็นแสนเหม็นก็ทนเอา เพราะเราจะต้องข้ามฟาก ไม่ได้เกาะซากผีกินเหมือนกับหนอน

ที่นี้การที่เกาะอยู่นี้เพื่อจะแกะมัน เพื่อจะให้หลุดพ้นออกไปทั้งๆ ที่ต้องอาศัยมันอยู่ ก็ต้องพยายามที่จะต้องพิจารณาดูให้ทั่วถึง ในกายยาววาหนาคืบทั้งหมดนี่ เพราะว่ารักษามันมานานแล้ว จะเอาความเที่ยงแท้แน่นอนสักอย่างก็ไม่มี แล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะเน่าเข้าโลงไปเมื่อไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเวลาที่ยังกินยังถ่ายเยียวยาพออยู่ไปได้พลางๆ นี่ เราก็รีบพิจารณาเสียเถอะ อย่ามีความประมาทอย่ามีความผัดเพี้ยนไปเลย เพราะมันจะล่มจมไปในท่ามกลางของกองทุกข์กองไฟแล้ว เราก็ต้องพยายามกันให้ยิ่งอยู่เสมอ ทุกเวลานาทีของชีวิตทีเดียว เพราะอยู่กับของไม่เที่ยงแท้แน่นอนทั้งหมด แล้วจะมานิ่งนอนใจอยู่อย่างไร จะมัวเพลิดเพลินเอาอะไรกันอยู่ แล้วจะมาเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอะไรได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันหมดไปทั้งสิ้น ไม่ใช่เป็นตัวเราของเราเลยสักอย่างเดียว

เพราะฉะนั้นจะต้องพยายามแล้วพยายามอีก พิจารณาแล้วพิจารณาอีก มันจึงจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดออกไปเรื่อยๆ อย่าให้มันมาหลงรสอร่อยของตัณหาที่มันสอพลอล่อลวงจะเอานั่นนี่เพื่อตัวสารพัดอย่าง มันถูกลวงโดยกิเลสตัณหาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเงื่อนที่จะแก้ต้องแก้ที่นี่ ต้องพิจารณากายกับใจนี้ ให้เห็นความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตนเอาไว้ ย้ำไว้ซ้ำซากทีเดียว แล้วมันจึงจะโค่นกิเลสตัณหาภายในได้

เราจะต้องพยายามแล้วพยายามอีกในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงได้พูดย้ำแล้วย้ำอีกอยู่นี่เหมือนกับเราจะต้องรักษาโรค คือโรคนี้มันไม่ใช่โรคทางกาย มันเป็นโรคทางจิตใจ เราก็จะต้องตรวจแล้วตรวจอีก แล้วก็เอาธรรมโอสถมารักษา มาเยียวยาให้รู้ความจริงว่าธรรมโอสถนี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐแท้ๆ ทีเดียว พอเอามาตรวจมาสอบมารอบรู้เข้าเท่านั้น มันก็ขับเชื้อโรคออกไปได้ ตามขนาดของสติปัญญาที่ได้เลือกเฟ้นเอามาประพฤติปฏิบัติได้ตามสมควรแล้ว มันขับเชื้อโรคทางจิตใจ คือกิเลสตัณหา ให้มีการเบาบางจางคลายไปตลอดเวลาทุกนาทีก็ว่าได้

ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้มันเป็นโรคเน่าใน กายก็เน่า จิตก็เน่าในเปียกแฉะอยู่ แล้วมันก็ไม่รู้ไม่ชี้อะไร มันก็เหมือนหนอนที่อยู่ในของสกปรกโสโครก แต่มันกลับว่ามันสบายดี อยู่ดี กินดี อิ่มหมีพีมันไปตามประสาหนอนนั่นแหละ ทีนี้เราต้องรู้ว่า ตัวนี้มันไม่ใช่ตัวหนอนเป็นตัวรู้ขึ้นมาแล้ว จะต้องละให้ได้แล้ว ขืนสกปรกโสมมจมโคลนอยู่อย่างนี้ มันทุกข์แท้ๆ ทีเดียว

เพราะฉะนั้นจึงต้องมีความพยายามแล้วพยายามเล่า ตรวจสอบตัวเองอยู่ทุกขณะไป ถ้าทำได้อย่างนี้ตลอดเวลา ทุกข์โทษทั้งหลายจะเบาบางไป จิตจะมีความสงบได้ แล้วก็เป็นการรู้ได้ด้วยตนเองทั้งนั้นไม่ว่าใคร แล้วการสำรวมกายสำรวมวาจาก็มีขึ้นอย่างปกติทีเดียว การที่จะเที่ยวป๋อหลอไปกับเรื่องสัพเพเหระเป็นสิ่งที่น่าละอายที่สุด มันจะต้องพูดความจริง อย่าไปพูดชนิดที่เป็นการหลอกลวง หรือเป็นการตลกคะนองไปตามประสาคนบ้าคนหลงอย่างนั้น ต้องรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เรื่อยไปทีเดียว

การปฏิบัตินี้จะต้องตรวจหลายชั้นอยู่เหมือนกัน แต่ต้องตรวจเข้าชั้นในให้มากๆ กายกับวาจามันจะได้เรียบร้อย จะได้สงบพอสมควรได้ แต่ถ้าจิตใจมันยังบ้าจัดหลงจัดแล้ว การพูดการทำอะไรมันก็บ้าไปอย่างนั้น เป็นกิริยาของคนบ้าไปอย่างนั้นแหละ เหมือนกับที่เขาว่า ที่ปากคลองสานแต่งตัวดีกันทั้งนั้น ใครไม่รู้ก็เห็นว่าเป็นคนดี แต่พอพูดออกมาเขาก็รู้ว่าเป็นคนบ้า นี้ก็เป็นเครื่องเทียบได้เหมือนกัน เราก็แต่งตัวดีกันทั้งนั้น ถ้าพูดอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์แล้ว ใครที่เขามีสติดีได้มาฟัง เขาก็รู้ว่าพวกนี้ยังบ้าอยู่ พวกนี้ยังหลงอยู่ หลงพูดเพ้อเจ้ออะไรต่ออะไรอยู่ ทั้งที่แต่งเครื่องแบบแล้ว สวยงามอยู่แล้ว ก็ยังแสดงกิริยามารยาทให้คนที่มีดวงตาเห็นว่ายังเป็นคนบ้าคนหลงอยู่เลย

นี่ต้องรู้ของตัวเองสารพัน จะต้องมีการอบรมจิตใจของตัวเองให้เหมาะสมยิ่งขึ้น อย่าให้มันเป็นคนทำกิริยาบ้าๆ บอๆ ออกมาทางกายทางวาจา นั่นมันขั้นหยาบ ทีนี้โรคบ้านี่มันบ้ามาจากข้างในโน่น บ้าออกมาทางใจนั่นแหละ อยู่ข้างในโน่น แม้จะไม่แสดงกิริยาวาจาออกมาทางกายให้คนอื่นเห็น ข้างนอกเขาเห็นว่าสงบดีจริง แต่ข้างในนั่นมันยังบ้าอยู่ ไม่มีใครเห็น ถ้าตัวไม่รู้ของตัวเองแล้ว มันก็บ้าอยู่ข้างในนั่นเอง ไม่ว่าจะบ้า นึกบ้าจำบ้าโกรธบ้าเกลียดอะไรก็สารพัดอย่างที่มันบ้าอยู่ข้างใน แม้ว่าไม่ได้แสดงกิริยาวาจาอะไรออกมาให้คนอื่นเขาเห็น มันเงียบอยู่นั่น แต่ไม่ใช่เงียบชนิดที่เป็นการขัดเกลาให้สะอาด มันสกปรกอยู่ แต่เป็นของตรวจให้รู้ยาก

เพราะฉะนั้นกิริยามรรยาทของคนเคร่งครัดก็รู้ยากเหมือนกัน เพราะมันไม่ใช่ชั้นเดียว ต้องเข้าข้างในด้วย และข้างในนี่ใครจะไปรู้ใครได้ นอกจากตัวเองแล้วไม่มีใครรู้หรอกว่ามันจะหลอกลวงอยู่เท่าไร ถ้ากิริยาวาจาไม่ได้หลอกลวง แต่มันหลอกลวงอยู่ข้างในตัวเอง แล้วใครจะไปรู้ให้ได้ อย่างนี้มันจะต้องรู้ของตัวเองให้ดีหรือไม่ ให้ถูกต้องขึ้นหรือไม่ มันจะได้ไม่เป็นการหลอกตัวเองว่ารู้แล้วๆ เก่งแล้ว มันจะต้องจับผิดตัวเองที่ยังรู้ผิดจำผิดคิดผิดอยู่อย่างไร

รูปนามขันธ์ ๕ นี้มันไม่เที่ยงเป็นทุกข์อยู่ แล้วมันยังยึดถือเป็นตัวกูของกูอยู่นี่ แล้วอย่างนี้มันเป็นโรคร้ายหรือไม่ ตรวจดูเอาเองไม่ว่าใครนะ ถ้ามีความประสงค์จะหายบ้าหายหลงกันจริงแล้วละก็ ต้องรู้ของตัวเองให้ถี่ยิบขึ้นมาทีเดียว แล้วนั่นแหละมันจึงจะรักษาโรคบ้าโรคหลงให้เบาบางไปได้

และโรคเกลียดโรคโกรธอะไรสารพัดอย่างนี่นะ ต้องรักษาต้นขั้วนี่ ถ้าต้นขั้วตัวตนมันยังแผลงฤทธิ์ตระหง่านอยู่นะ บ้าเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ถึงใครจะมาว่าดีเท่าไรมันก็เท่านั้น เพราะปากคนพูดนี่มันไม่สำคัญ จะติก็ไม่สำคัญ จะชมก็ไม่สำคัญ มันต้องรู้ต้องละของตัวเองต่างหาก มันตรงไปตรงมาอยู่อย่างนี้จริงๆ

ที่จะหายบ้าหายหลงไปก็ต้องรู้ของตัวเอง จะยังบ้ายังหลงอยู่ก็ต้องรู้ของตัวเอง ต้องแก้ปัญหาของตัวเองโดยเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้ามาสอบต่างหาก มันไม่ใช่อวดภูมิรู้อะไรเลย มันเรื่องตรงไปตรงมาอยู่อย่างนี้จริงๆ ถ้ายิ่งตรวจสอบรอบรู้เข้ามาแล้ว มันจับความเป็นมายาสาไถยภายในตัวเองได้ทุกสิ่งทุกอย่างหมด ที่มันจะมีการสอพลอล่อลวงยึดถือดีชั่วตัวตนอะไรขึ้นมา จับได้คาไม้คามือ แล้วก็ฆ่ามันให้ตายเรื่อยไป

ที่นี้เราจะไปฆ่ามันทีละอย่างสองอย่างนะ มันไม่ตายหรอก ฆ่าด้วยการพิจารณาเห็นความเป็นธาตุนี้ กายก็เป็นธาตุ ใจก็เป็นสักแต่ว่าธาตุ พิจารณาอยู่อย่างนี้เรื่อยเชียวอย่างนี้เรียกว่าฆ่า ฆ่ากิเลสตัณหาตัวตนอะไรสารพัดอย่างเสร็จอยู่ในการพิจารณาให้เห็นความเป็นธาตุอย่างเดียว ไม่มีเรื่องมากเลย ใครๆ ก็พิจารณาได้ ให้รู้ได้ แต่ว่ามันต้องเพียร เพราะว่าการพิจารณาเข้ามาสอบตัวเองอย่างนี้ มันขัดอำนาจของกิเลสตัณหา มันไม่ยอม มันอยากจะให้ไปเอาอย่างอื่น อยากจะให้โยกย้ายไปรู้อย่างอื่นเหมือนกับที่เราจะสงบๆ จะให้รู้ลมหายใจมันก็ยังไม่อยากจะให้รู้เลย มันเที่ยวเร่ร่อนไปหาเรื่องยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น แล้วก็ทุกข์ทั้งนั้น จริงหรือไม่ก็สอบดูเองเถอะ เพราะว่ามันเรื่องภายในจิตใจทั้งนั้น

ต้องสอบแล้วสอบอีกอยู่ในตัวเองนี่นะ ไม่ใช่ไปเอาเรื่องข้างนอกมาสอบ ต้องสอบเข้ามาข้างใน ตรวจเข้ามาข้างในทั้งนั้น มันจะผิดพลาดพลั้งเผลออะไร หรือมันถูกไฟทุกข์ ไฟกิเลสเผาลุกโพลงๆ อยู่นี่ แล้วจะจัดการอย่างไรดี จะดับมันอย่างไรดี

เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าผู้ปฏิบัติจะมีความพากเพียรพยายามกันในสิ่งนี้ให้มากๆ นะ พูดมาก็มากแล้ว แล้วก็ขอให้เป็นงานที่ต้องสอบจิตใจของตนเองให้ได้ผลดียิ่งขึ้นเถิด เพราะมันไม่มีสิ่งอื่นแล้วนะ ต้องพิจารณาให้รู้ของตัวเองว่า ถ้าเรามาพิจารณาให้เห็นความเป็นธาตุอยู่ตลอดเวลาแล้ว ก็ดูซิว่ากิเลสมันจะเกิดขึ้นมาอย่างไร ที่กิเลสเกิดเพราะเราขาดการพิจารณาต่างหาก จะไปทำปล่อยให้ว่างๆ เฉยๆ อยู่มันไม่ได้ กิเลสมันเกิดมาง่าย ทีนี้ต้องมีแนวพิจารณาประกอบอยู่ เพ่งดูอยู่ รู้อยู่นี่ แล้วกิเลสมันจะได้เกิดยาก เกิดขึ้นมาปรุงจิตยาก

เราต้องพยายามพิจารณาใคร่ครวญดู พิจารณาดูว่า จิตของเราที่มีความสงบเฉยๆ นั้น มันมีการเกิดทุกข์เกิดกิเลสขึ้นมาได้ในลักษณะอย่างไร ถ้าเราพิจารณาค้นคว้าอยู่ รู้อยู่ สงบอยู่ได้ แล้วก็ทำให้จิตไม่แส่ส่ายไปอื่นมีความมั่นคงอยู่ทุกอิริยาบถก็ได้ พิจารณาประกอบพร้อมอยู่ อย่าให้มันเฉยๆ นะ ไปเฉยๆ อยู่นี่มันเป็นโมหะ ต้องพิจารณาประกอบพร้อมอยู่ ให้มันเป็นงานประกอบพร้อมไปด้วยความรอบรู้อยู่ในตัวเอง ให้เห็นความเป็นธาตุชัดใจขึ้นมาเท่านั้น แล้วมันก็ยกเลิกเพิกทิ้งไปเองแหละ

แต่ว่ามันต้องเพียร เพียรมีความประคับประคองจิต จิตจึงจะสงบ มีความสว่าง มีความเยือกเย็นอาบรดอยู่ก็ได้ เพราะว่าขับเชื้อโรคกิเลสออกแล้วมันก็ไม่มีอะไรหรอก ทีนี้เราต้องเพียรเพ่งเท่านั้นเอง เพียรแล้วเพียรอีกนะ การประคับประคองจิตนี้เป็นของสำคัญที่สุดทีเดียว อย่าเห็นว่าเป็นของเล็กน้อยเลย เพราะว่าทุกอิริยาบถ ถ้าเราไม่มีความเพียรประคับประคองจิตแล้ว จิตนี้จะฟุ้งซ่านไป หรือมันจะไม่รู้อะไรเป็นอะไรไป

เพราะฉะนั้นเรื่องการฝึกจิต การบำเพ็ญจิตภาวนานี้ จึงเป็นงานที่ประณีตมากทีเดียว ที่เราจะต้องใช้สติปัญญาให้รอบคอบ รอบรู้อยู่ทุกอิริยาบถให้ได้ แม้จะล้มลุก คลุกคลานไปก็ยังดีกว่าที่มัวเพลิดเพลินกันไป หรือว่าว่างก็ว่างเพลินๆ ไป แล้วอย่างนี้ มันไม่เกิดสติปัญญาขึ้นมาใหม่ ถ้าเราพิจารณาประกอบอยู่ด้วย ประคับประคองอยู่ด้วยแล้ว จิตจะมีความสงบได้ว่างได้ตามสมควรทุกๆ ขณะทีเดียว

 

 
     
ดูแล แก้ไข พัฒนา โดย
วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร เมืองกริฟฟิน รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
Wat Phramahajanaka 498 Steele Road. Griffin Georgia 30223-6374 U.S.A.
Tel.(678) 692-8384,(404) 717-5104
http://www.watphramahajanaka.org E-mail :: info@watphramahajanaka.org
สรรพสิ่งใดๆในเว็ปไซต์นี้ ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเพื่อธรรมทานโดยชอบธรรมทั้งสิ้นแล