header
     
 
 

ค้นหาพระในใจ

ท่าน ก.เขาสวนหลวง
สำนักปฏิบัติธรรมเขาสวนหลวง ราชบุรี
แสดงเมื่อ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๑๖

สติที่มีการรู้ติดต่อได้เป็นส่วนมากนี่ มันมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งทีเดียว
เพราะว่ามันจะควบคุมจิตใจไม่ให้เผลอเพลินไปกับอารมณ์ต่างๆ
ขณะมีการกระทบผัสสะทางตาทางหูเป็นต้น

ทีนี้ความควบคุมนี่ไม่ใช่ควบคุมอยู่เฉยๆ มันต้องมีการเพียรพิจารณาประกอบอยู่ด้วย
แล้วก็ขอให้สังเกตดูว่า ในขณะที่เรามีการพิจารณาอยู่นี้ มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้เท่าทันในระยะใกล้ แต่ถ้าเราเผลอเพลินออกไปตามอารมณ์ในขณะที่ปล่อยสติแล้วการกระทบผัสสะก็จะมีการหวั่นไหวขึ้นมา
ตามความเคยชิน

ความเคยชินเป็นของละยากรู้ยากเหมือนกัน ต้องอาศัยความสังเกตดูความรู้สึกของจิต
ที่มันทรงตัวเป็นปกติอยู่ทุกขณะ เมื่อยังไม่ได้พิจารณาให้เป็นการรู้อยู่เห็นอยู่แล้วละก็มันจะเพลิดเพลินไป

ข้อสังเกตก็คือว่า เราจะมีการพิจารณาให้เป็นการรู้แจ่มแจ้งขึ้นมาได้อย่างไร
ในขณะที่มันกระทบผัสสะ มันไหวตัวรวดเร็วนัก ทีนี้ที่มันรู้สึกอะไรขึ้นมา
ถ้ามีสติรู้อยู่ก่อนประจำอยู่มั่นคงแล้ว การกระทบผัสสะมันก็วางเฉยเป็นกลางได้อย่างนี้เป็นสิ่งต้องฝึก
เพราะว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เสมอไป ในขณะไหนที่เราเผลอเพลินไปก็เป็นการรู้ว่า
การกระทบผัสสะนี่มันจะต้องเพลิดเพลินไปกับความกระทบทั้งนั้น
ทีนี้เมื่อเรามาควบคุมอยู่ ในขณะที่มีการพิจารณารู้อะไรขึ้นมาตามความเป็นจริงบ้าง
มันก็ต้องเพียรประคับประคองเอาไว้เหมือนกัน ถ้าไม่รู้จักรักษาหลัก มันก็เลือนไป คือ มันเพลินไปนั่นเอง

การอ่านตัวเองอยู่เป็นประจำทุกอิริยาบถหรือทุกขณะนี้มันต้องเป็นการฝึกชนิดที่อย่าให้มีการคิดเรื่องอะไร
ออกไปข้างนอก แล้วความรู้อย่างนี้มันจะทรงตัวได้ติดต่อ มันจะเผลอไปเล็กๆ น้อยๆ มันก็กลับมารู้ใหม่
ตั้งหลัก ปรกติไปใหม่ได้ ความคุ้นเคยต่อลักษณะที่ตั้งหลักเป็นปรกติได้เป็นพื้นๆ นี่
มันเหมือนกับเราจะรักษาความสะอาด พอมีอะไรโผล่ขึ้นมา เราก็กวาดทิ้งได้ทันที
เพราะว่าเราไม่ได้เอามายึดมั่นถือมั่น มันก็กวาดทิ้งไปง่าย แต่ว่า
ขณะไหนมันไปยึดมั่นถือมั่นเป็นดีชั่วเป็นตัวตนขึ้นมาแล้ว จะต้องรู้ได้ว่า
มันปล่อยยากวางยาก กวาดทิ้งมันก็ไม่ค่อยจะเตียน เราก็ต้องรู้ว่า การที่จะคุ้มครองจิตใจของเราให้อยู่ในความสงบความสะอาดอย่างนี้
จะต้องมีความรอบรู้อยู่ เป็นส่วนมากทีเดียว ขณะไหนกระทบผัสสะ
จะต้องหยุดดูหยุดรู้อยู่ภายในจิตเสมอทีเดียว แม้ว่ามีเรื่องอะไรที่จะต้องทำต้องคิด
ก็ทำได้ชนิดที่มีสติรู้อยู่ได้ เพราะว่าการฝึกหัดอบรมจิต มันไม่ใช่อยู่เฉยๆ
ตลอดเวลาที่จะเคลื่อนไหวทำอะไร ต้องหัดไปรู้ไปแล้วก็จะค่อยอ่านออกไปเอง
แล้วจะรู้จิตของตัวเองได้มากขึ้น การที่จะไปยึดมั่นถือมั่นอะไรในเรื่องภายนอก
มันก็ปล่อยมันก็วางมันก็กวาดทิ้งได้เกลี้ยงๆ ไปได้

ถ้าเราปฏิบัติกันอย่างนี้ คือกวาดกิเลสกันเกลี้ยงๆ อย่างนี้ไปทุกวัน ข้อปฏิบัติอย่างนี้ไม่ต้องไปถามใคร
เพราะว่ามันดับทุกข์ดับโทษอยู่ในตัวเองทั้งหมด แล้วก็มีแต่เรื่องพิจารณาสอบจิตใจของตัวเองอยู่อย่างเดียว
เพราะว่ามันไม่ต้องรู้อะไรมาก ไม่ต้องไปจำไปคิดอะไรมาก กวาดมันอยู่เรื่อยไป ปล่อยวางเรื่อยไป
พิจารณาเรื่อยไป ใจมันก็สงบสะอาดขึ้นมา แล้วก็ไม่ต้องอยากเอาอยากทำอะไรอีก
เพราะบางทีก็จะนึกว่า เรายังไม่ได้ทำบุญทำทานอะไร นี่ตัณหามันสอพลอก่อเกิดขึ้นมาหลอก
มันจะให้ทำโน่นนี่เอร็ดอร่อยอะไรสารพัดอย่าง เราก็กวาดทิ้งเรื่อยไปทีเดียว
ถ้ามันสอพลอก่อเกิดอะไรขึ้นมายุยงส่งเสริมจะเอาอะไรก็กวาดมันทิ้งเสีย สิ่งไหนที่ควรทำก็ทำได้
แต่ว่าอย่าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นก็แล้วกัน คอยกวาดกิเลสตัณหาออกให้เตียนโล่งไปเท่านั้น แล้วข้อปฏิบัติมันไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไร แต่ว่าข้อสำคัญต้องหมั่นพิจารณาให้รู้
เพราะว่าจิตนี้มันมีอวิชชาตัณหาเป็นอาสวะสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นต้องหมั่นพิจารณาอยู่เสมอทีเดียว
คอยทำลายความยึดมั่นถือมั่นที่มันรู้ผิดเห็นผิดขึ้นมาทำมาคิดมาพูดอะไรสารพัดอย่าง
ต้องคอยทำลายมันเรื่อยทีเดียว เราจะต้องมีสติเป็นนายประตูเอาไว้ คอยควบคุมเอาไว้
การควบคุมนี้ก็ควบคุมอยู่ที่จิต เพราะว่าที่จิตนี้มันสำคัญ มันเป็นประตูใน และประตูนอกทางตาทางหูนี่
ถ้ามีการสำรวมด้วยสติเป็นเครื่องสำรวมอินทรีย์อยู่แล้ว ทุกข์โทษอะไรมันก็ผ่านไปผ่านมา
หรือว่ามันจะเกิดความพอใจไม่พอใจอะไรบ้างก็เล็กๆ น้อยๆ เพราะจิตที่มีการสำรวมอยู่นี่
มันคอยรู้อยู่ที่นี่ มันอยู่ประตูในนี่ พอมันจะกระทบอะไรมันก็รู้อยู่ในจิตที่เป็นกลางนั่นเอง
ให้มันรู้อยู่อย่างนี้เอาไว้ ถึงว่ามันจะมีความเผลอเพลินไปชอบไม่ชอบอะไรขึ้นเป็นครั้งคราวบ้าง
มันก็รู้จักกวาดทิ้ง

การพิจารณานี้เป็นเรื่องสำคัญ จะขาดไม่ได้ เพราะว่ากิเลสนี้มันเหมือนกับของสกปรกนั่นแหละ
ที่มันจะปลิวมากระทบ ถ้าเผลอไผลไปยึดมั่นถือมั่นมันเข้า มันก็เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาเท่านั้นเอง
ถ้าสติเป็นนายประตูอยู่เสมอแล้วทุกข์โทษอะไร หรือเชื้อโรคอะไรที่มันจะมาทางผัสสะ
มันก็จะไม่มาทำอันตรายได้ เหมือนกับที่เขาป้องกันเชื้อโรคทางกายนั่นแหละ
ตัวเชื้อโรคมันมากระทบแล้วมันก็สะท้อนดับ คือว่าสลายตัวตายไป ทีนี้จิตของเรานี้ก็เหมือนกัน
ถ้ามีสติคุ้มครองจิตอยู่ทุกขณะที่ผัสสะกระทบมันก็สะท้อนกลับคืน ดับไปอย่างนั้น
ดับไปเป็นธรรมชาติของมัน

การกระทบผัสสะนี่มันเป็นของธรรมชาติ เรามีตาจะไม่ให้เห็นรูป มีหูจะไม่ให้ฟังเสียงอย่างนี้ไม่ได้
เพราะมันต้องรับผัสสะ แต่ว่าเรื่องดีชั่วตัวตนอะไรนี่ อย่าไปยึดถือ แล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรหรอก
จิตใจมันก็เป็นปรกติอยู่ได้ สงบอยู่ได้ ว่างอยู่ได้ แต่ข้อขัดข้องที่สำคัญคือ
มันโง่ไปเที่ยวยึดถือเอามาทุกข์ไปเท่านั้นเอง ถ้าฉลาดขึ้นแล้วมันจะกวาดทิ้งเรื่อยทีเดียว
ทีนี้กิเลสจะมาสอพลอล่อลวงอย่างไหน ไม่เอา ไม่คบค้าสมาคมกับมันแล้ว
หรือว่าตัวกูชูหัวมาอย่างไรจะเอาอะไรเห็นแก่ตัวในแง่ไหน ขี้เกียจขี้คร้านอะไรสารพัด
อย่างนี่แหละ พอมันโผล่หน้ามาเราก็รู้ว่ามันเรื่องของมายา ของความมีตัวมีตนอะไร
ที่จะมาก่อเรื่องปรุงคิดไปในแง่ต่างๆ

การปฏิบัติธรรมนี้จะต้องพิจารณาอยู่ตลอดเวลา มันไม่ใช่ไปเฉยๆ เมยๆ
แล้วก็เป็นการนอนหลับใหลไปเป็นตายไม่รู้ไม่ชี้
เพราะจิตใจนี้ต้องมีสติปัญญาควบคุมอยู่เสมอทีเดียว
แล้วนั่นแหละจึงจะรู้ว่า เชื้อโรคอะไรโผล่ขึ้นมาในขณะไหน พอรู้ก็ดับได้ กวาดทิ้งไปเรื่อย
แล้วจิตใจก็มีความสะอาดขึ้นมาได้ มันไม่ยึดถืออะไรเข้ามารกอกรกใจเหมือนแต่ก่อน
เพราะมันฉลาดมันก็กวาดทิ้งได้เรื่อยๆ แล้วเครื่องสกปรกรกรุงรัง
อะไรที่ยังมีตกค้างหมักดองสันดานอยู่นี่
ก็จะต้องพิจารณาค้นคว้าเข้าไปอีก ข้างนอกมันก็ยังรก ข้างในมันยังร้อน
เพราะเชื้อมันยังซ่อนอยู่ข้างใน
เราจำเป็นต้องค้นคว้าทำลายเชื้อเข้าไปอีก

เครื่องกระทบภายนอกต้องจัดการป้องกัน ภายในก็ต้องค้นคว้าเข้าไปเรื่อย
เพราะมันซ่อนเงื่อนนอนกบดานอยู่ ถ้ายังไม่ถูกกระทบกระทั่งมันก็วางเฉยอยู่ได้
ตัวตนก็ดับหายไปได้ แต่พอมีการกระทบและเผลอไผลไปยึดถือขึ้นมา
ตัวกูก็ชูหัวขึ้นทันที แล้วใครจะมาตรวจให้ได้ ก็ต้องใช้สติปัญญาหรือธรรมะเป็นเครื่องตรวจเป็นเครื่องสอบ
และเป็นเครื่องดับเป็นเครื่องทำลายพร้อมเสร็จอยู่ในตัว

ข้าศึกภายในมันเป็นของลึกซึ้ง มันคอยก่อเกิดเรื่อยและมันเกิดมาเผาให้ร้อนแล้วร้อนอีก
ทุกข์แล้วทุกข์อีก เราก็สอบกันดู ว่าทุกข์ที่เกิดขึ้นมาในใจทำไมเราจึงไม่ค่อยรู้เท่าทัน
ที่ปล่อยให้กิเลสเผาเร่าร้อนอยู่นี่เพราะเหตุอะไร

เราก็เคยเร่าร้อนมามากมายแล้ว ทีนี้จะต้องรู้ละ รู้วิธีที่จะดับทุกข์ดับกิเลสภายในจิตใจของตัวเองได้
ปล่อยวางให้มันว่างเปล่าไปได้ แล้วก็รู้สึกว่าจิตใจนี่มีความว่างมีความสงบ
ผู้ปฏิบัติก็รู้แล้วว่าจิตว่างน่ะมีอยู่ แต่ขณะไหนที่วุ่นขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ก็ต้องพิจารณากวาดทิ้งไปสิ มันก็เหมือนการรักษาบ้านเรือน เราต้องกวาดถูทุกวัน
ถ้าไม่ทำก็นั่งไม่ได้ นอนไม่ลง เพราะว่ามันสกปรก ภายนอกก็ยังต้องรักษาความสะอาดทุกวัน
แล้วจิตใจนี่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีก เพราะความสกปรกรกรุงรังภายในจิตใจนี่มันรู้ได้ยาก
มันคอยแต่จะไปเก็บเอาเข้ามายึดถือ เอาเข้ามาให้รกรุงรังแล้วก็นิยมชมชอบ นึกว่าดี

เรื่องไม่รู้ตัวเอง เที่ยวไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้ามาเป็นตัวกูของกู มันรกอกร้อนใจขึ้นมาอย่างไร
ไม่มีใครจะไปสอบให้ได้ ต้องตรวจสอบเอง จะได้ซักฟอกได้ดับทำลายไป
แล้วก็ไม่ต้องเรียกให้พระมาช่วย สติปัญญาของตนนี่เองเป็นไม้กวาด กวาดมันทิ้งออกไป
ให้เตียนจากิเลส แล้วก็เป็นพระเสียเอง จะไปจ้างให้คนอื่นมาเป็นพระให้มันก็ไม่พ้นทุกข์
หรือจะไปพึ่งพระข้างนอกมันก็ไม่พ้นทุกข์อีก ต้องทำให้เด็ดขาดลงไปในใจของเราเอง
ให้มัน กวาดกิเลสเกลี้ยงๆ ไปทุกครั้งทุกคราวทีเดียว แล้วก็พบพระ คือพระใจนี่
ซึ่งไม่มีตัวไม่มีตน เพราะพระแท้ๆ น่ะไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชาย ไม่ได้เป็นอะไรทั้งหมด

เราจะต้องรู้จักพระข้างในกันเสียที ที่ไปหลงบูชาพระข้างนอกมาแขวนคอนั่นยังเป็นเด็กอยู่
ก็ต้องอาศัยเครื่องเล่นไปอย่างนั้น ที่รู้จักพระในใจนี่ต้องปฏิบัติกันจริงๆ
รู้จักดับทุกข์ดับกิเลสของตัวเองได้ แล้วนั่นแหละจะได้เดินตามรอยของพระ
กวาดกิเลสให้เกลี้ยงหมดจดบริสุทธิ์ แล้วก็เป็นพระเสียเอง

การเป็นพระหรือมีธรรมะขึ้นมาภายในจิตในใจมันคุ้มครองอันตรายได้รอบด้านหมด
แม้ว่าชีวิตนี้จะแตกดับแต่ว่าสิ่งนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างอื่น มันเป็นความคงที่
ไม่มีการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดอีก
ไม่มีตัณหามาปรุงจิตให้ไปเกิดอีก นั่นแหละจึงจะพบเข้ากับพระนิพาน
เป็นการดับกิเลสตัณหาอุปาทานเด็ดขาดสิ้นเชิง แต่นี่มันยังอยู่กับกองทุกข์กองกิเลส
จึงต้องปฏิบัติอยู่ทุกเวลานาทีของชีวิตทีเดียว

การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องสำคัญของตัวเองด้วยกันทุกคน
การถูกกิเลสเผาจิตร้อนเร่าเศร้าหมองไปอย่างไร ก็ต้องสอบได้ ถ้าเป็นฝ่ายเผากิเลสได้
ดับกิเลสได้ จิตใจก็สงบได้ สะอาดได้ ว่างได้ แล้วอย่างนี้จะไม่น่าปฏิบัติกันอย่างไรได้
จะไปทอดธุระ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ มันก็ทุกข์อยู่ในตัว เพราะฉะนั้นต้องพยายามก้าวหน้าเรื่อยไปทีเดียว
ถอยหลังไม่ได้เป็นอันขาด เพราะทุกข์มันจะเกิดใหญ่ กิเลสจะเผาใหญ่ ต้องก้าวหน้าเรื่อยไป
ทวนกระแสของกิเลสเรื่อยไป แม้จะผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะก็ต้องพยายามไป

การปฏิบัติธรรมก็ไม่ใช่ของง่าย ที่จะไม่ให้มีการพ่ายแพ้นั่นก็ไม่ได้
เพราะกิเลสในสันดานมันยังเสนอหน้าเข้ามาอยู่เรื่อย
ฉะนั้นต้องพยายามมองเข้าด้านในตะพึดไปจึงจะได้มีเครื่องมือที่คมเฉียบขึ้นมา
เพื่อฝ่าฟันกิเลสตัณหาซึ่งมันก็อยู่ภายในนั่นแหละ มันเป็นข้าศึกลึกลับ
ต้องพยายามดับทำลายมันให้ว่างเปล่าไปจากจิตใจให้ได้

ที่เราได้มีโอกาสมาประพฤติปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ดับกิเลสอย่างนี้เป็นของดีที่สุดแล้ว
ถ้าเราไม่ปฏิบัติให้ถูกทางแล้วมันจะหลง มันหลงไปชักใยพันตัวเองให้วุ่นวายไปต่างๆ นานา
ซึ่งก็มีตัวอย่างอยู่แล้ว เราเองก็หลงมาแย่แล้ว ทีนี้จะต้องออกจากดงหลงเสียที

ทีนี้เราได้รู้สึกตัวทั่วถึงกันแล้วว่า ต้องอดทนต่อสู้ศัตรูหมู่มารข้างใน ให้มันพ่ายแพ้ยับเยินไปให้ได้
เราเคยพ่ายแพ้มันมามากแล้ว ต่อไปนี้ต้องพยายามแล้วพยายามอีก
ตั้งหน้าฝ่าฟันป่ากิเลสให้เตียนโล่งไปให้ได้ แล้วทุกข์โทษทั้งปวงมันจะลดน้อยลงไป
เราขุดมันมาเผาเสียเรื่อยๆ การเผาก็หมายถึงการพิจารณานั่นเอง
ให้เห็นว่ามันเป็นความว่างจากตัวตนเอาไว้ เพราะว่าจะเผาอย่างอื่นมันก็ไม่ตรง
มันยังงอกได้ ตัวกูของกูมันยังงอกได้ เพราะฉะนั้นต้องตรงเข้าขุดรากแก้วตัวตนนี่ให้มันดับทำลายไปเรื่อยๆ
มันงอกขึ้นมาทีไรเราต้องสับมันลงไปทันที หรือขุดมันขึ้นมาเผาเสีย พิจารณาแล้วพิจารณาอีก
จนเห็นความเป็นธาตุได้นั่นแหละจึงเป็นการเผาได้ ถ้าเห็นเป็นตัวเป็นตนอยู่ มันจะงอกขึ้นมา
ทุกข์โทษมากมายนักหนาทีเดียว

เราเพียรพิจารณาอยู่เรื่อย เผามันเรื่อยทีเดียว มันก็ตายไปเตียนไป
อย่างนี้ข้อปฏิบัติก็ใกล้มรรคผลนิพพานแล้ว หรือว่าเป็นมรรคผลนิพพานน้อยๆ เรื่อยไปก็ได้
เพราะเราไม่ต้องไปพึ่งพาอาศัยสิ่งภายนอก แต่เราจะปฏิบัติให้ถูกตรงตามแนวทางของพระพุทธเจ้า
ที่ให้เราปฏิบัติด้วยการพิจารณาให้เห็นรูปนามขันธ์ 5 ว่างจากตัวตน เท่านี้
เราต้องพยายามอย่างนี้อย่างเดียว

กิเลสตัณหาอุปาทานภายในสันดานมันมีหลายชั้น ขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด
สำหรับขั้นหยาบที่พอจะรู้ได้ จับได้ ละได้ ก็เห็นผลกันอยู่แล้ว
ส่วนขั้นกลางหรือขั้นละเอียดมันเป็นของลึกซึ้งมาก มันหลอกให้รวนเรเถลไถลไป
เพราะมันเห็นว่าเป็นสุขแล้ว การปฏิบัตินี่จะต้องไม่หลงความสุข
จะต้องพิจารณาให้เห็นความทุกข์โดยส่วนเดียว และทุกข์นี่มันก็เป็นทุกข์ของธรรมชาติ
ไม่ใช่ทุกข์ของเรา ข้อนี้เป็นข้อที่จะต้องพิจารณาซ้ำซาก ให้เห็นชัดๆ ลงไปให้ได้ มันเป็นธรรมชาติจริงๆ
ไม่มีตัวเรา ไม่ใช่ของของเราจริงๆ แล้วจิตนี่จะได้ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น
มันจะได้ปล่อยได้วางออกไป แล้วมันจะได้ว่างจากตัวตน ว่างจากตัวตนให้มากเป็นพิเศษทีเดียว

การปฏิบัติเป็นเรื่องกวาดทิ้ง ถ้าพื้นความรู้มีแนวของการพิจารณาประกอบอยู่ด้วยแล้ว
การกวาดทิ้งจะเป็นไปได้ง่ายๆ คือจิตจะว่างจากตัวตนได้ง่ายเหมือนกัน
แต่ถ้าไม่รู้แล้วมันจะยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา มันจะวุ่น มันจะวิ่ง
ต้องพิจารณาให้เห็นทุกข์โทษทั้งหลายที่มันวุ่นวายอยู่กับอะไร มันยึดมั่น
ถือมั่นอยู่กับอะไร ต้องเพียรเพ่งพิจารณาให้เห็นประจักษ์ชัดให้จงได้ ให้มันรู้จริงขึ้นมาว่า
มันเป็นสักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั่น ไม่ใช่เป็นตัวเรา
ไม่ใช่เป็นของเราแน่นอนลงไปให้ชัดใจให้ได้

เราต้องย้ำแล้วย้ำอีก เพราะเรื่องการพิจารณาที่จะให้เห็นแจ้ง
ไม่ใช่เป็นของง่าย ต้องเพียรพิจารณาอยู่ซ้ำซากจนรู้เห็นขึ้นมาจริงๆ
ถ้าว่ายังไม่รู้จริงก็ต้องพยายามพิจารณาให้มันรู้จริงขึ้นมาให้ได้
มันจึงจะปล่อยวางว่างเปล่าจากตัวตนไปได้ แล้วมันจะได้โล่งอกโล่งใจขึ้นมา


 
     
ดูแล แก้ไข พัฒนา โดย
วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร เมืองกริฟฟิน รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
Wat Phramahajanaka 498 Steele Road. Griffin Georgia 30223-6374 U.S.A.
Tel.(678) 692-8384,(404) 717-5104
http://www.watphramahajanaka.org E-mail :: info@watphramahajanaka.org
สรรพสิ่งใดๆในเว็ปไซต์นี้ ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเพื่อธรรมทานโดยชอบธรรมทั้งสิ้นแล