ขั้นที่ ๔ ความสุขจากความสามารถปรุงแต่ง
คนเรานี้มีความสามารถในการปรุงแต่ง
ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของมนุษย์
ปรุงแต่งทุกข์ก็ได้ ปรุงแต่งสุขก็ได้
โดยเฉพาะที่เห็นเด่นชัดก็คือปรุงแต่งความคิด
มาสร้างสิ่งประดิษฐ์ จนมีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย
ที่สำคัญก็คือในใจของเราเอง
เรามักจะใช้ความสามารถในทางที่เป็นผลร้ายแก่ตนเอง
แทนที่จะปรุงแต่งความสุข เรามักจะปรุงแต่งทุกข์
คือเก็บเอาอารมณ์ที่ไม่ดี ที่ขัดใจ ขัดหู ขัดตา
เอามาครุ่นคิดให้ไม่สบายใจ ขุ่นมัว เศร้าหมอง
โดยเฉพาะคนที่สูงอายุนี่ ต้องระวังมาก
ใจคอยจะเก็บอารมณ์ที่กระทบกระเทือน
ไม่สบาย แล้วก็มาปรุงแต่ง ให้เกิดความกลุ้มใจ
ว้าเหว่ เหงา เรียกใช้ความสามารถไม่เป็น
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้จักใช้ความสามารถในการปรุงแต่ง
แทนที่จะปรุงทุกข์ ก็ปรุงสุข
เก็บเอาแต่อารมณ์ที่ดีมาปรุงแต่งใจให้สบาย
แม้แต่หายใจ ที่ยังให้ปรุงแต่งความสุขไปด้วย
ลองฝึกดูก็ได้เวลาหายใจเข้า ก็ทำใจให้เบิกบาน
เวลาหายใจออก ก็ทำใจให้โปร่งเบา
ท่านสอนไว้ว่าสภาพจิต 5 อย่างอย่างนี้
ควรปรุงแต่งให้มีในใจอยู่เสมอ คือ
๑. ปราโมทย์ ความร่าเริงเบิกปานใจ
๒. ปีติ ความอิ่มใจ
๓. ปัสสัทธิ ความสงบเย็น ผ่อนคลายกายใจ ไม่เครียด
๔. ความสุข ความโปร่งโล่งใจ คล่องใจ
สะดวกใจ ไม่มีอะไรมาบีบคั้น หรือติดขัดคับข้อง และ
๕. สมาธิ ภาวะที่จิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการ ได้ตามต้องการ
ไม่มีอะไรมารบกวน จิตอยู่ตัวของมัน
ขอย้ำว่า ๕ ตัวนี่สร้างไว้ประจำใจให้ได้
เป็นสภาพจิตที่ดีมาก
ผู้เจริญในธรรมจะมีคุณสมบัติของจิตใจ ๕ ประการนี้
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ตโต ปาโมชฺชพหุโล ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ
แปลว่า ภิกษุปฏิบัติถูกต้องแล้ว
มากด้วยปราโมทย์ มีจิตใจร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ
จักทำทุกข์ให้หมดสิ้นไป
ท่านพูดไว้ถึงอย่างนี้
ฉะนั้น ท่านผู้เกษียณอายุนั้น
ถึงเวลาแล้ว ควรจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์
ถือเป็นโอกาสดี มาปรุงแต่งใจ
แต่ก่อนนี้ปรุงแต่งแต่ทุกข์ทำให้ใจเครียด ขุ่นมัว เศร้าหมอง
ตอนนี้ปรุงแต่งใจให้มีธรรม 5 อย่างนี้
คือ ปราโมทย์ มีความร่าเริงเบิกบานใจ ปีติ ความอิ่มใจ
ปัสสัทธิ ความผ่อนคลาย สงบเย็นกายใจ สุข โล่งโปร่งใจ
สมาธิ สงบใจตั้งมั่น ไม่มีอะไรมารบกวน อยู่ตัว สบายเลย
ทำใจให้ได้อย่างนี้อยู่เสมอ ท่องไว้เลย 5 ตัวนี้
คือ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ
พระพุทธเจ้าประทานไว้แล้ว
ทำไมเราไม่เอามาใช้ นี่แหละความสามารถในการปรุงแต่งจิต
เอามาใช้ สบายแน่ และก็เจริญงอกงามในธรรมด้วย
โดยเฉพาะ ท่านผู้สูงอายุนั้นก็เป็นธรรมดาว่า
จะต้องมีเวลาพักและเวลาว่างที่ว่างจากกิจกรรม
มากกว่าคนหนุ่มสาวและคนวัยทำงาน
ที่เขายังมีกำลังร่างกายแข็งแรงดี
ว่างจากงานเขาก็ไปเล่นไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้มาก
แต่ท่านที่สูงอายุ นอกจากออกกำลังบริหารร่างกายบ้างแล้ว
ก็ต้องการเวลาพักผ่อนมากหน่อย จึงมีเวลาว่าง
ซึ่งไม่ควรปล่อยให้กายว่างแต่ใจวุ่น
เพราะฉะนั้น ในเวลาที่ว่าง ไม่มีอะไรทำ
และก็ยังไม่พักผ่อนนอนหลับ
หรือนอนแล้วก่อนจะหลับ ก็พักผ่อนจิตใจให้สบาย
ขอเสนอวิธีปฏิบัติง่าย ๆ ไว้อย่างหนึ่งว่า
ในเวลาที่ว่างอย่างนั้น ให้สูดลมหายใจเข้า
และหายใจออกอย่างสบาย ๆ สม่ำเสมอ
ให้ใจอยู่กับลมหายใจที่เข้าและออกนั้น
พร้อมกันนั้นก็พูดในใจไปด้วย
ตามจังหวะลมหายใจเข้าและออกว่า
จิตใจเบิกบานหายใจเข้า
จิตใจโล่งเบาหายใจออก
ในเวลาที่พูดในใจอย่างไร
ก็ทำใจให้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ด้วย
หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นสำนวนใหม่ก็ได้ว่า
หายใจเข้า สูดเอาความสดชื่น
หายใจออก ฟอกใจให้สดใส
ถูกกับตัวแบบไหน ก็เลือกเอาแบบนั้น
หายใจพร้อมกับทำใจไปด้วยอย่างนี้
ตามแต่จะมีเวลาหรือพอใจ
ก็จะได้การพักผ่อนที่เสริมพลังทั้งร่างกายและจิตใจ
ชีวิตจะมีความหมาย มีคุณค่า และมีความสุขอยู่เรื่อยไป |