ในยามที่มีปัญหา มีความทุกข์ เกิดขึ้นในชีวิตของเรา
เพื่อนที่จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้เราได้ที่ดีที่สุด
ไม่มีเพื่อนคนไหน ที่จะดีเกินไปกว่า เพื่อน คือ กาลเวลา
กาลเวลาจะเป็นผู้ให้คำตอบ
และจะช่วยแก้ไขปัญหาให้เราได้ดีที่สุด
เมื่อรู้ตัวเองว่าหมดหนทาง มืดมน จนตรอก
หมดสิ้นแล้วซึ่งสติปัญญา
หรือว่า งงกับปัญหาที่เกิดขึ้น
คิดหาหนทางแก้ไขไม่ได้แล้ว
ทำให้เกิดความรู้สึกที่ลังเลยากแก่การตัดสินใจได้
ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีกับปัญหานั้น ๆ
ทางที่ดีที่สุดที่ควรทำในขณะนั้น
ก็ควรที่จะสงบสติอารมณ์ให้สงบนิ่ง
เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อนเป็นดีที่สุด
ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไป
เพราะหากว่าขืนทำลงไปในขณะนั้น ในเวลานั้นอีก
อาจจะทำให้เกิดความเสียหาย หรือ เกิดความผิดพลาด
อันเป็นเหตุก่อให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นตามมาอีกก็เป็นได้
เปรียบเหมือนเมื่อตอนที่เรากำลังยืนอยู่ในที่มืด
มองอะไรไม่เห็น มืดไปหมด ทางที่ดีที่สุดในขณะนั้น
ก็ควรยืนอยู่นิ่งๆ กับที่ไปก่อน อย่าเพิ่งรีบด่วนออกเดินไปเด็ดขาด
เพราะอาจจะทำให้เราเดินชนสิ่งที่มองไม่เห็นได้
ทำให้ได้รับอันตรายต่างๆนานาเกิดขึ้นอีก
ควรใช้ความอดทน ทนรอ รอแสงสว่าง
หรือ ปรับสภาพให้ดีที่สุดก่อน
แล้วค่อยออกเดินไป อย่างระมัดระวัง
ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน
ในยามที่ประสบปัญหา ก็ควรหัดอดบ้าง ทนบ้าง
อย่าด่วนตีโพยตีพาย เร่งรีบ รีบร้อน ร่ำร้อง เสียอกเสียใจ
เคียดแค้นชิงชัง บ่นเพ้อ น้อยเนื้อต่ำใจ ในชะตาชีวิตให้มากนัก
เพราะการกระทำเช่นนั้น หรือการคิดเช่นนั้น
ไม่ได้ให้ผลดีอะไรแก่เราเลย กลับจะทำให้ มีแต่ผลเสียตามมามากมาย
เหมือนผ้าที่เปื่อนแล้ว สกปรกแล้ว
ยิ่งจะทำให้เปื่อน ทำให้สกปรกเพิ่มขึ้นอีก
เราจะต้องสงบจิต หัดคิด พยายามคิดให้เห็นความจริง
เพื่อให้อยู่ในความเป็นจริงให้ได้
หัดมอง มองให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต
ว่าชีวิตคนเรา มันก็เป็นเช่นนี้ ไม่มีอะไรที่แน่นอน
ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ ไม่อะไรที่จะได้ดั่งใจ
ชีวิตนี้มันมีได้ มีเสีย พบก็เพื่อจาก
ลำบากก็เพื่อสำเร็จ มันก็มีสุข มีทุกข์คละเคล้ากันไปแบบนี้
คำว่าดี ร้อยเปอร์เซ็น มันเป็นไปไม่ได้
ต้องพยายามหัดมองดูคนอื่นบ้าง
คนอื่นเขาก็ทุกข์เหมือนกัน มีปัญหาเหมือนกัน
บางคนยิ่งหนักกว่าเราอีก
อย่าคิดเป็นเด็ดขาดนะว่า เราซวยกว่าเขา เราโชคร้ายกว่าเขา
เราเสียหายมากกว่าเขา ถ้าคิดแบบนั้น ก็ให้รู้ไว้ด้วยว่า
เรากำลังคิดผิดแล้ว
ต้องพยายามหัดคิด หัดมอง พยายามฝึกหัดตัวเอง
ให้เป็นคนที่ รู้จักรอได้บ้าง คอยได้บ้าง
รู้จักอดได้บ้าง ทนได้บ้าง รู้จักสงบได้บ้าง เย็นได้บ้าง
รู้จักปล่อยได้บ้าง วางได้บ้าง
และก็ควรรู้จักอภัยให้ได้ อโหสิให้ได้ มันถึงจะเป็นผลดีต่อชีวิต
มันถึงจะทำให้เราพบความสุขได้ มันถึงจะผ่านพ้นปัญหาไปได้
คุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของคนเรามากทีเดียว
ใครก็ตามที่ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ประจำจิต ประจำใจ
ติดเป็นนิสัยประจำตัวไว้บ้าง
คนๆนั้น จะต้องมีแต่ความทุกข์ มีแต่ปัญหาไปตลอดชีวิต
คิดดูให้ดีๆ ซิ ว่า ถ้าหากเรา
รอไม่ได้ อดไม่ได้ ทนไม่ได้ สงบไม่ได้ เย็นไม่ได้แล้ว
ขืนออกเดินไปในขณะที่มืดๆ อยู่นั้น อะไรจะเกิดขึ้น
อาจต้องเดินไปตกเหวตายได้ง่ายๆ
แต่ถ้าหากเราอดทน ทนยืนรออยู่ได้
เมื่อเวลาผ่านไป ๆ แสงสว่างก็จะค่อยๆ เกิดมีขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
โดยธรรมชาติของมัน
เหมือนกับการหมดไปของความมืดในเวลากลางคืน
จะหมดไปก็ตอนที่เช้าวันใหม่ปรากฏขึ้นมานั้นเอง
เวลาในขณะนั้น หรือในช่วงนั้น
เราก็ย่อมจะสามารถมองเห็นหนทางได้ชัดเจน
เห็นทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเราได้อย่างชัดเจน
เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว เราก็ควรที่จะค่อยๆ ออกเดินต่อไป
หรือทำอะไรต่อไปอย่างระมัดระวัง
แต่อย่าลืมว่า ในขณะที่เดินไป ก็อย่าประมาท
ต้องระมัดระวังไว้เสมอ
เพราะสภาพเราขณะนั้นเหมือนคนที่เพิ่งฟื้นจากไข้
ยังไม่มีเความเข้มแข็งพอ ต้องค่อยๆ ออกเดินไป
เดินไปพร้อมกับความมีสติ มีปัญญา
ใช้สติเป็นตัวควบคุม ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างนำทาง
ใช้บุญใช้กุศลเป็นเสบียงอาหาร
ใช้ศีลใช้ธรรมเป็นเครื่องป้องกันตัว
ความปลอดภัยก็จะเกิดมีขึ้นแก่เรา
จงอย่าได้กลัวต่อปัญหาที่เกิดขึ้นเลย ให้คิดเสียว่า
เมื่อมีปัญหา มันก็ต้องมีคำตอบ มีทางแก้ไขของมัน
อย่าไปคิดว่ามันแก้ไม่ได้ ตอบไม่ได้
ชีวิตเราคงจบแค่นี้ ตายแน่เรา อย่าไปคิดอย่านั้น
ให้รู้ไว้เถอะว่า ไม่มีปัญหาอะไรที่จะหาคำตอบไม่ได้ แก้ไขไม่ได้
ทุกปัญหามันต้องมีคำตอบของมัน จะตอบง่ายตอบยาก
ก็อยู่ที่สติปัญญา อยู่ที่ความฉลาด ความสามารถของเรา
และความพร้อมที่จะยอมรับกับผลของคำตอบของมันได้หรือไม่แค่นั้นเอง
เพราะบางคำตอบ มันอาจได้รับคำตอบที่ไม่ดีนัก
อาจไม่ถูกใจเรา เราจะยอมรับได้หรือไม่
นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งอีกต่างหาก
บางปัญหาอาจตอบยาก
เกินขีดความสามารถ เกินสติปัญญาเราในขณะนั้น
ก็อย่าเพิ่งไปด่วนตอบมัน ปล่อยมันไปก่อน
อย่าไปคิดหาคำตอบให้เสียเวลา
ควรที่จะตั้งหน้าตั้งตาตอบปัญหา
ที่เราพอมีความสามารถพอที่จะตอบได้ ตอบไปก่อน
ที่ยาก ก็ไว้หาวิธีคิด วิธีแก้ หรือไม่ก็หาคนอื่นช่วยอีกที
มันก็น่าจะตอบได้
ขอให้เชื่อ และจำไว้เถอะว่า
ทุกๆ ปัญหา มันต้องมีคำตอบ มีทางออกที่ดีได้
อย่าได้กังวล หรือกลัวจนเกินเหตุ
เวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้นมา เราจะต้องเรียนรู้จักมัน
ต้องทำความเข้าใจกับมันให้ได้ ว่าต้นตอของมันอยู่ที่ไหน
อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของมัน
อย่าเรียนรู้ปัญหานั้นด้วยความรู้สึกที่ลำเอียง
ด้วยความรู้สึกที่หลง ด้วยความรู้สึกที่โกรธไม่พอใจ
ด้วยความโลภ หรือด้วยการใช้อารมณ์เป็นเด็ดขาด
การเข้าไปเรียนรู้ต่อปัญหาแต่ละปัญหานั้น
ถ้าหากจิตใจสติปัญญาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลำเอียง
ด้วยความหลง ด้วยความไม่พอใจ
ด้วยความโลภ หรือด้วยการใช้อารมณ์แล้ว
ก็จะทำให้เราไม่สามารถมองเห็นปัญหานั้นตามความเป็นจริงได้
ไม่สามารถที่จะแยกแยะได้ว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของมัน
เพราะความรู้สึกเหล่านั้น มันเหมือนสิ่งที่ไปปกปิด ปิดบัง ปกคลุมปัญหาไว้
ทำให้เรามองไม่เห็นปัญหา เหมือนน้ำที่ขุ่นอยู่
ทำให้มองไม่เห็นอะไรที่อยู่ในน้ำได้ ฉันนั้น
ควรพยายามเข้าไปเรียนรู้จักมัน เรียนรู้ด้วยเหตุด้วยผล
พอพบสาเหตุมัน รู้จักมันดีแล้ว ก็ค่อยๆใช้สติปัญญา แก้ไขมันไป
ปัญหาก็จะจบลงได้ ได้รับคำตอบที่ถูกต้องได้ เป็นอย่างดี
อย่าใจร้อน ต้องใจเย็นๆ
การทำอะไรด้วยความใจร้อน
จะทำให้สิ่งที่เราทำนั้นเสียหายได้
คงเคยเห็นเชือกที่พันกัน หาต้นหาปลายไม่เจอ
เวลาเราจะแก้มันจะต้องใช้ความใจเย็นค่อยๆ แก้ ค่อยๆ ดึง
ค่อยๆดู ต้น ดูปลาย ถึงจะแก้ได้
ใจร้อนแก้ ก็ยิ่งมีแต่จะทำให้ยุ่งเยิงพันกันหนักเพิ่มขึ้นอีก
หากสติปัญญาเรามีไม่มาก หรือว่าสติปัญญาของเราไม่ดีพอ
ไม่ฉลาดพอที่จะนำมาแก้ปัญหานั้นได้
ก็ควรที่จะเข้าไปหาครูบาอาจารย์ ผู้ที่เราเคารพนับถือ หรือท่านผู้รู้
ให้ช่วยชี้แนะแนวทางให้ อย่าอวดดีว่าเราเก่งแล้ว
หรือคิดไปว่าใครก็ไม่อาจช่วยอะไรเราได้
อย่าได้คิดอย่างนั้นเป็นเด็ดขาด เพราะการคิดแบบนั้น
ทำให้เราหมดโอกาสที่จะพบหนทางออกที่ดีได้
ถือว่าเป็นจุดบอดของชีวิตอย่างใหญ่หลวงทีเดียว
อย่ามัวแต่ไปนั่งโทษโชควาสนาบารมี
อย่ามัวแต่ไปนั่งโทษเทวดาฟ้าดิน
หรือโทษคนใด คนหนึ่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย
มันไม่เป็นประโยชน์อะไรทั้งสิ้น
จงเร่งรีบเดินต่อไป ไม่มีใครทำให้เราเดินช้า ไม่มีใครผูกมัดเราไว้
หนทางก็ไม่ได้ห้ามเรา คนอื่นเขาก็เดินไปของเขา เราก็เดินไปของเรา
ล้มก็ลุก เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน ง่วงก็นอน
ไม่มีใครเดินเป็นเพื่อนก็ไม่น่ามีปัญหา
ต้องกล้าที่จะเดินคนเดียว ไม่ช้าเราก็ถึงเป้าหมายได้
อย่าให้สิ่งหนึ่งสิ่งใด มาเป็นตัวอุปสรรคขัดขวาง
ถ่วงเวลาเราไว้ หน่วงเหนียวเราไว้อีกต่อไป
ณ วันนี้ หิมะตกปกคลุมภูเขาทั้งลูก
จนทำให้มองไม่เห็นภูเขาที่ใหญ่มหึมา แต่ก็ต้องมีสักเวลา
ที่หิมะนั้นมันต้องละลายหายหมดไปอย่างแน่นอน ในไม่ช้าก็เร็ว
ณ เวลานี้ ฝนตกหนัก ไม่สามารถที่ออกไปได้ ก็ต้องรอก่อน
รอให้ฝนหยุดก่อนค่อยออกไป
ฝนมันตกได้ เดี่ยวมันก็หยุดตกได้
จะเร่งรีบให้มันหยุดตกเร็วๆ ก็ไม่ได้
มันเป็นธรรมดา ธรรมชาติของมันอย่างนั้น
เราจะไปบังคับบัญชามันไม่ได้
อยากให้มันหยุดตกจนเราตาย มันก็ไม่หยุด
ปัญหาในชีวิตเรา ก็เช่นเดียวกัน
มันต้องมีทางแก้ มันจะต้องมีคำตอบที่ดี
มันจะต้องจบลงได้ หรือหมดไปได้ อย่างแน่นอน
ขอเพียงเราเป็นคนที่รู้จักรอได้ คอยได้ อดได้ ทนได้ สงบได้เย็นได้
ปล่อยได้วางได้ อภัยได้ อโหสิได้
ปัญหามันจะต้องจบลง ความทุกข์มันต้องสิ้นไปอย่างแน่นอน
แต่อย่าลืมนะว่า
ในขณะที่กาลเวลา ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา
กำลังให้ความช่วยเหลือเราอยู่นั้น
เราก็ควรเร่งสร้างบุญ สร้างกุศล
ไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิเจริญภาวนา
รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ตามหลักของศาสนาตนไปด้วย
เพราะ ถ้าไม่เร่งสร้างบุญ สร้างกุศล
ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิเจริญภาวนา
ตามหลักศาสนาที่ท่านสอนไว้ เพื่อให้ทุกคนได้พ้นจากความทุกข์
ไปพร้อมๆกับการรอคอยด้วยแล้ว
เดียวก็จะหมดแรงสิ้นลมตายไปก่อน ก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง.
------------ |