หลับตานึกเห็นภาพอันงดงาม และศักดิ์สิทธิ์ เป็นมงคลสูงสุด
ของหมู่พระอรหันต์สาวกแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่กำลังนั่งสงบนิ่งต่อเบื้องหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า
ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ณ บริเวณลานธรรมในวัดเวฬุวนาราม
เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย ในสมัยเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว
ซึ่งนับจำนวนได้ ๑๒๕๐ องค์ พอดี
พระอรหันต์ทุกๆพระองค์เหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้า
พระองค์ทรงประทานการบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น
วันนั้น เป็นวันที่เหล่าหมู่พระอรหันต์
ท่านได้เหาะมาด้วยญาณวิเศษของแต่ละองค์
เพื่อมาประชุมพร้อมกัน ณ บริเวณวัดเวฬุวนาราม
เหมือนราวกะว่าได้ถูกนัดหมายให้มา
ซึ่งเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้า
พระองค์ได้ทรงตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา ๙ เดือนเต็ม
วันนั้นตรงกับวันเพ็ญกลางเดือน ๓ พระจันทร์เต็มดวงพอดี
ภาพในวันนั้นเป็นภาพที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกทั้งสาม
เป็นภาพที่พวกเราไม่มีวันได้พบได้เห็นเป็นเด็ดขาด
เป็นภาพของพระอรหันต์ พระผู้หมดกิเลสตัณหาโดยสิ้นเชิง
เป็นพระอริยสงฆ์สาวก เป็นพระผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก
ที่ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า
พวกเราไม่มีวาสนาได้เห็นภาพเช่นนั้นจริงๆ
แม้พวกเราจะตายเกิด เกิดตายอีกกี่ร้อย กี่พันชาติก็ตาม
ก็จะไม่มีโอกาสวาสนาดีเหมือนชาวพุทธในยุคนั้น
ซึ่งเป็นชาวพุทธที่มีโอกาสดีที่สุด โชคดีที่สุดในโลก
นี่แหล่ะ เขาเรียกว่า เมื่อความพร้อมแห่งบุญ
ความพร้อมแห่งบารมีมาถึงพร้อมแล้ว
ความมีโอกาสวาสนา ความโชคดีสูงสุด ก็จะมาถึงพร้อมทันทีทันใด
น่าสงสารพวกเราผู้มีกิเลสหนาตัณหามาก
ก็ได้มีแค่วาสนานั่งหลับตา นึกวาดภาพอันศักดิ์สิทธิ์ในวันนั้น
พอลิ้มรสแห่งความสุขทางใจได้บ้าง
ไปตามพื้นฐานแห่งพลังศรัทธาของแต่ละคน
ถ้าจะถือว่ายังพอมีบุญ มีวาสนาอยู่บ้าง
ก็คือยังได้มีโอกาสได้รับรู้ว่าวันนั้น ก็ตรงกับวันนี้
หากมีบุญมาก ก็มีศรัทธามาก มีปัญญามาก
ก็จะมีความเชื่ออย่างสนิทใจว่า
วันนั้น กับวันนี้ก็มีค่าเท่ากัน มีความศักดิ์สิทธิ์เท่ากัน
หากคลื่นแห่งใจมีความละเอียดพอที่จะรับสัญญาณนั้นได้
บุญใครมี วาสนาใครถึง ปัญญาใครดีก็คงสัมผัสได้
หลับตานึกให้เห็นภาพในวันนั้นต่อไปอีก
ก็จะได้ยินเสียงพระดำรัสของพระพุทธเจ้า
ที่พระองค์กำลังทรงตรัสให้พระโอวาท
เพื่อบอกเส้นทางชีวิต ไว้สำหรับเดินอย่างปลอดภัย
ให้แก่พระอรหันต์สาวกทั้งหลายเหล่านั้น
และชาวพุทธผู้มีบุญในวันนั้นทุกๆคน
เพื่อให้ได้พากันนำไปบอกต่อให้แก่มวลมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย
ผู้ที่ยังมีกิเลสเหลือน้อยในดวงจิต ดวงใจ
ไว้เป็นหลักชัยสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัย
ถูกต้องดีงาม
ไว้เป็นใจความสั้นๆว่า
ขอจงใช้ปัญญา เพื่อความอดทนให้มากที่สุด
ความอดทน คือ กุญแจดอกสำคัญของชีวิต
การอดได้ทนได้ คือ การบำเพ็ญบุญอย่างสูงสุด
เมื่อถึงคราวต้องอดทน ก็จงอดทนอย่างมีความสุข
พระนิพพาน คือ เป้าหมายของทุกชีวิต
นักบวช นักบุญ คือ ผู้ที่มีเมตตาสูงสุด
ผู้ที่ชอบทำร้ายผู้อื่นอยู่ ผู้ที่ชอบเบียดเบียนผู้อื่นอยู่
ผู้มีจิตที่ไม่บริสุทธิ์หวังได้ หวังดี หวังมี หวังเป็นอยู่
จะเป็นนักบวช นักบุญ ที่ดีไม่ได้เลย
ความเป็นนักบวช นักบุญที่ดีได้ ต้องไม่มีความประพฤติเช่นนั้น
จงงดการกระทำที่ไม่ดีทุกชนิด ทุกประเภท ทุกเวลา ทุกสถานที่
จงเร่งพัฒนาชีวิตให้เป็นผู้มีบุญ
มีความดีให้สูงสุด และให้สุดความสามารถของตน
จงพยายามรักษาสภาพจิตใจของตน ให้สะอาดสว่างสงบให้ได้ตลอดเวลา
จงอย่าพูดในสิ่งที่ทำให้ตนเป็นบาป และบุคคลอื่นเป็นบาป
จงอย่าทำ และอย่านำ ความเดือดร้อนทั้งทางกาย ทางใจ ให้แก่ใครๆ
จงเคารพต่อกฏหมายบ้านเมือง ปฏิบัติตนให้เคร่งครัดในศีลธรรมที่ดีงาม
จงใช้ชีวิตในการเป็นอยู่ให้พอเพียง อย่าอยู่ด้วยความโลภ ความหลง ความเห็นแก่ตัว
จงแสวงหาสงบ แสวงหาความอิสระให้แก่ชีวิตบ้าง
จงพัฒนาคุณภาพของจิตใจของตนให้สูงขึ้น
ให้พ้นเงื้อมมือของกิเลสตัณหาให้ได้
หลับตานึกถึงพระโอวาทที่พระองค์ทรงประทานให้ในวันนั้น
ซึ่งเป็นพระโอวาทที่หาไม่ได้ หาไม่มีในศาสนาไหนๆ
ในโลกนี้ ที่จะสอนได้เช่นนี้
ก็นึกอยากจะร้องไห้ทุกที สงสารตัวเองเหลือเกิน
ว่าเมื่อไรหนอ จะได้มีวาสนา
ได้นำคำสอนทั้งหมดนี้มาเป็นหลักชัยในเส้นทางชีวิตได้
อย่างไม่มีข้อบกพร่อง เพื่อชีวิตจะได้งดงามตลอดสาย กับเขาบ้าง
เวลาลงเดินบนเส้นทางที่พระองค์ทรงบอกไว้นี้ทีไร
ก็ต้องแว่ะร้านอาหารของคุณกิเลส
แว่ะพักบ้านของคุณตัณหาทุกทีไป
เราหนอเรา อ่อนแอเสียเหลือเกิน
วันนี้ เป็นวันที่โชคดีเหลือเกิน ที่ชีวิตนี้ยังมีอยู่
มีอยู่เพื่อน้อมบูชา วันแห่งความเมตตามหากรุณาสูงสุด
ที่พระองค์ทรงมีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วโลก ทั่วจักรวาล
ได้เวลาแล้วหนอที่พวกเราจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจ
ตั้งอกตั้งใจ ตั้งสติตั้งปัญญา
เพื่อออกเดินไปในเส้นทางแห่งความปลอดภัย เส้นนี้
ที่พระพุทธเจ้าพระองค์ได้ประทานไว้ให้ได้อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อน้อมถวายเป็นเครื่องสักการะบูชา
ในฤดูกาลที่วันสำคัญวันนี้ได้มาถึง |