header
 

ชีวิตกับความตาย

ท่านผู้รู้ ท่านได้กล่าวเปรียบชีวิตมนุษย์ไว้อย่างน่าคิดเป็นปริศนาไว้ว่า

"โลกนี้เหมือนโรงละครโรงหนึ่ง มนุษย์นั้นเปรียบเหมือนกับตัวละคร
ความตายของมนุษย์ คือ การปิดฉากลงของการแสดงบทละคร"

ชีวิตของมนุษย์เรานั้นก็จะมีความเป็นไป
เหมือนกับนิยามที่ผู้รู้ท่านได้กล่าวไว้แล้วทุกประการ

ต่างคนต่างแสดงตามบทที่ได้รับมา แล้วแต่ใครจะรับบทอะไร
ใครจะแสดงได้ดี ตีบทแตก ถูกต้องตามบทหรือไม่
ก็จงเลือกแสดงไปตามบท ตามความสามารถของตนไป
จนกว่าละครเรื่องนั้นจะปิดฉากลง

จะเลือกแสดงโดยการเลือกเอาพระธรรมคำสั่งสอนเป็นผู้กำกับ
หรือว่าจะเลือกแสดงโดยเอากิเลสตัณหาเป็นผู้กำกับก็สุดแล้วแต่

แต่ว่าในที่สุดทุกๆบทละคร ทุกๆโรงละครก็ต้องปิดฉากลง
จะคงไว้เพียงแต่ความทรงจำของผู้ดู ผู้ชมเท่านั้น

มีอะไรบางสิ่งบางอย่างที่อยากจะบอกกับเพื่อนมนุษย์
ผู้ที่กำลังรับบทการแสดงละครอยู่นั้น ได้รับทราบไว้บ้างว่า
ละครที่เราแสดงอยู่นั้นมันก็มีตอนอวสาน มีตอนจบอยู่เหมือนกัน
อย่ามัวแต่แสดงละครจนลืมคิดว่า
ตอนอวสานได้ใกล้มาถึงแล้ว สำหรับละครเรื่องนี้ที่เราแสดงอยู่

"ชีวิตเราก็อวสานเป็นเช่นบทละคร"

น่าเป็นบทภาวนาที่ดีที่สุดสำหรับบทตัวละคร ทุกตัวที่กำลังแสดงละครอยู่

อยากให้ได้นำไปคิด ไปภาวนา
เผื่อว่าจะได้ช่วยให้การแสดงละครไม่เกิดผิดบทบาทที่กำลังแสดงอยู่
ว่าเราควรจะแสดงอย่างไรถึงจะถูกต้องดีงาม
จะได้เกิดประโยชน์แก่ผู้ชมได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

อย่าต้องให้ผู้ที่ซื้อบัตรเข้าชม ต้องเสียเงิน เสียความรู้สึก เสียกำลังใจ
และเกิดความเบื่อหน่ายในที่สุด จนต้องลุกเดินหนี แล้วบ่นว่า
"น่าสงสารที่สุด" เหมือนหลายๆคนที่เคยประสบมา

วันนี้จึงขอนำเรื่อง
ชีวิตกับความตาย ที่เคยได้เขียนไว้เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ
สำหรับไว้แจกในงานศพเมื่อหลายสิบปีแล้ว
มาเป็นธรรมปฏิสันถาร เป็นเรื่องแรกในเดือนนี้

อยากให้ทุกคนได้อ่าน
เผื่อว่าจะได้เป็นคู่มือสำหรับการแสดงบทละคร
ที่กำลังรับบทแสดงอยู่นั้นให้ได้มาตรฐานแห่ง
“ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ” บ้าง

คาดไม่ถึง

จะตายเมื่อไหร่ ?
จะตายที่ไหน ?
จะตายด้วยสาเหตุอะไร ?
เมื่อตายแล้วไปจะไหน..?


คงไม่มีใครสามารถรู้ได้ล่วงหน้า ยกเว้นท่านผู้มีญาณวิเศษเท่านั้น
ที่จะสามารถรู้วันตายของตนเองได้
เราคนธรรมดาสามัญชนก็รู้ได้แต่เพียงว่า
ไม่ตายในบ้าน ก็ตายนอกบ้าน
ไม่ตายกลางวัน ก็ตายกลางคืนเท่านั้น

แต่คนบางคน ไม่เคยรู้เลยว่า
คนเราก็มีวันตายเหมือนกัน

เรื่องความตายนั้น
เมื่อพูดถึงแล้ว ทุกคนล้วนกลัว ล้วนหวาดระแวงต่อความตายกันทุกคน
ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากคิดถึง ไม่อยากพูดถึง
คิดถึงแล้ว พูดถึงแล้ว ทำให้ไม่สบายใจ หดหู่ใจชอบกล
คนที่ไม่กลัว ก็คงมีแต่พระอรหันต์เจ้าเท่านั้น
ที่ท่านไม่มีความหวั่นไหวต่อเรื่องนี้
ถ้าคนธรรมดามีกิเลสหนาตัณหาบิ๊ก ก็ล้วนต้องกลัวกันทั้งนั้น
เพราะว่าความตายนั้น มันเป็นมหันตภัยที่ใหญ่หลวงยิ่งนัก
เมื่อมันมาเป็นสมบัติของใครเข้าแล้ว
ชีวิตทั้งชีวิต ทรัพย์สมบัติทุกชนิดก็หมดสิทธิ์เป็นของเรา
ความสุขที่มีอยู่ ก็ต้องหลุดมือไป
ในเมื่อความตายได้มาถึง

ใครจะรู้ว่า
“วันพรุ่งนี้ คือ วันตายของเรา"

ทุกๆคนล้วนแล้วแต่เป็นนักโทษประหาร
ที่กำลังรอการตัดสินจากพยามัจจุราชกันทั้งนั้น

วันตัดสินโทษประหารของสัตว์ทุกชนิด
ล้วน เป็นเรื่องที่ “คาดไม่ถึง” และ "รู้ไม่ได้" ทั้งสิ้น
เพราะว่าความตาย ไม่ได้บอก
หรือแจ้งให้เรารู้ล่วงหน้าว่าจะลงมือวันไหนมาถึงเราวันไหน

อาการเจ็บป่วยที่กำลังเป็นอยู่ไม่อาจนับได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนภัย
ว่าเราจะต้องตายวันไหน
เป็นแค่เพียงลักษณะแห่งความทรุดโทรมของร่างกายเท่านั้น
คนที่จะต้องตายไม่ต้องเจ็บป่วยเลยก็ได้

พยามัจจุราชไม่เคยเห็นแม้แก่สินจ้างรางวัล
หรือการขอร้องแต่ใดๆ ไม่มีความสงสารต่อคำอ้อนวอนที่น่าสงสารที่สุด
ความตายไม่เลือกว่า เขาคน ๆ นั้นจะเป็นใคร
ร่ำรวย หรือยากจนเข็ญใจแค่ไหน
พร้อมหรือยังไม่พร้อม

ไม่มีการเลือกเวลา สถานที่ เมื่อได้เวลาก็จะลงมือทันที
ไม่ว่าขณะนั้นเราจะอยู่ที่ไหน ตรงไหนก็ตาม
จะมีความสุขอยู่ก็ตาม ทุกข์อยู่ก็ตาม
ทำบุญอยู่ก็ตาม ทำบาปอยู่ก็ตาม

ความตายไม่เคยรอความพร้อมของเรา
ความตายจะทำหน้าที่ของเขาทุกวัน
ไม่เลือกวันหยุด วันชดเชยใดๆทั้งสิ้น
คล้ายๆกับความหมดอายุของอาหาร
ไม่ได้เลือกว่าเราจะเก็บมันไว้ที่ตรงไหน

ดูซิ......เพื่อนเราก็ถูกพยามัจจุราชได้พาไปแล้ว
คนที่เราเคารพรักนับถือ ท่านก็พาไปแล้ว
คนที่อยู่ข้างๆบ้านเราก็ ท่านก็พาไปแล้ว
อีกไม่นานท่านคงมาพาเราไป

แล้ววันนี้...คุณเตรียมตัวรอท่านมารับแล้วหรือยัง ?

น้ำตา

“การพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจ
ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ "


ทุกข์มากจริงๆ หากทำใจไม่ได้
น้ำตาที่ไหลออกมาในขณะที่มีความทุกข์นั้น
คือ อานิสงส์ที่ทำใจไม่ได้ และไม่รู้จักหัดทำใจไว้บ้างนั้นเอง

“มีรักหนึ่ง ก็มีทุกข์หนึ่ง
มีรักสอง ก็มีทุกข์สอง
มีรักร้อย ก็มีทุกข์ร้อย
ไม่มีรักเลย ก็ไม่มีทุกข์เลย”


นี่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาเตือนไว้

ใจคนเราหากเมื่อมันเข้าไปผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตาม
เมื่อของสิ่งนั้นเกิดสูญเสียไป
ใจนี้ก็ย่อมจะเจ็บปวดมากที่สุด
เพราะเหตุที่เข้าไปยึดไว้ ถือไว้ หวงแหนไว้
ว่ามันเป็นของเรา มันเป็นของกูอยู่ทุกลมหายใจนั้นเอง

ร้องไห้เถอะ เผื่อว่า...
ร่างอันไร้วิญญาณจะฟื้นขึ้นมารับรู้ความเสียใจ
รับรู้ความทุกข์
รับรู้ความอาลัยอาวรณ์ของเราได้บ้าง

น้ำตา หรือ จะแก้ปัญหาใจ
โปรดรับรู้และหัดเข้าใจไว้บ้างสักนิดจะได้มั้ยว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเป็น" เช่นนั้นเอง"
จะมัวร้องไห้ เสียใจกันอยู่ทำไม

วางบ้างเสียซิ แบกอยู่ทำไม

รดน้ำศพ

มือที่ขาวซีด ของศพแบรับน้ำ
ของผู้ที่มารดน้ำศพ กำลังรดกันอยู่
ด้วยความเคารพ ความอาลัยอาวรณ์

และก็มีเสียงของผู้ที่มารดน้ำศพ

กล่าวเบาๆว่า

"ขอให้ไปดีนะ"
"จงไปสู่ที่ชอบที่ชอบเถิดนะ"

คนแล้วคนเล่าที่เข้ารดน้ำศพ
ศพก็คงแบมือรับน้ำของทุกคนโดยอาการอันนิ่งสงบ
เหมือนราวกะว่า ศพกำลังจะบอกบางสิ่งบางอย่าง
กับทุกๆคนอยู่
มีใครบ้างหนอที่พอจะเข้าใจบ้างว่า
ที่ศพกำลังแสดงให้เห็นตอนนี้
คือ คำพูดของศพที่อยากจะบอกเราว่า

“ดูซิ เราไม่ได้เอาอะไรไปเลยนะ..คุณเห็นไหม ? ”

“ยศและลาภหาบไปไม่ได้แน่
เว้นเสียแต่ต้นทุนบุญกุศล...”

มือนี่แหละที่เราพยายามกอบโกย ฉวยโอกาส แสวงหา
ไขว่คว้าทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาครอบครอง
ในสมัยที่เรายังมีชีวิตอยู่นั้น
และทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มือนี่แหล่ะที่กอดสมบัตินั้นไว้
ว่ามันจะต้องเป็นของเราคนเดียวเท่านั้น
แต่...ขณะนี้เราไม่มีอะไรเลย
เราไม่ได้เอาอะไรไปเลย
ทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องทิ้งหมด
สมบัติที่หามาและรักษาหวงแหนไว้
ก็ต้องตกเป็นของคนอื่น

และในที่สุดก็ไม่มีใครสามารถเอาไปได้สักคน
แล้วจะมัวบ้ากันทำไม จะทุกข์กับมันทำไม
อย่ามัวทุกข์กับมันอีกเลย

ดูมือของเราเสียซิเอาอะไรไปได้บ้าง

ธูปดอกเดียว

ควันของธูปดอกเดียวม้วนตัวเป็นเกลียว
ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณงาน
เพื่อเตือนสติให้ผู้มาร่วมงานได้รู้ว่า

“คนเรานี้ คงมีแค่เพียงคุณงามความดีเท่านั้น
ที่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับชีวิตมนุษย์"

กลิ่นแห่งความดีเป็นกลิ่นที่หอมยิ่งกว่ากลิ่นใดๆในโลก
เป็นกลิ่นที่มีความหอมคงทนอยู่ได้นาน
และมักจะหอมทวนลมอยู่เสมอ

ชีวิตที่ไร้ซึ่งความดี
ไม่แตกต่างอะไรกับธูปที่ไม่มีกลิ่น
จะดำรงอยู่เพียงเพื่อรอความหมดสิ้นไปฉันใด
ชีวิตที่ไม่มีความดีติดตัว ติดใจ
ไม่เคยทำประโยชน์อะไรแก่โลกแก่สังคม
ก็รอความตายที่จะมาถึงตนฉันนั้น

วันๆก็ขวนขวายสร้างแต่บาปกรรม
ไม่เคยรู้จักเลยว่า
“ความดีเขาทำกันอย่างไร”บ้าง

ชีวิตนี้สั้นนัก
มีเวลาน้อยเหลือเกิน
น้อยเหลือเกินสำหรับการได้ไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิ
น้อยเหลือเกินที่จะทำให้คนที่เรารัก ให้เขามีแต่ความสุข
น้อยเหลือเกินที่จะศึกษาพระธรรม
น้อยเหลือเกินที่จะทำประโยชน์ให้แก่โลกแก่แผ่นดิน

ไฟเริ่มเผาก้านธูปเมื่อไหร่
ชีวิตที่เกิดมาก็มีความตายติดตามมาเมื่อนั้นเช่นกัน

“...มีใครบ้างมั้ยที่จะเข้าใจในสัจจธรรม ของธูปดอกเดียวบ้าง...”

เทียน

“...เปลวเทียนละลายแท่ง เพื่อเปล่งแสงอันอำไพ
ชีวิตมะลายไปเหลืออะไรเอาไว้แทน...”

ชีวิต แปลว่า การผสมผสาน การดำรงอยู่
ความตาย แปลว่า การหยุดซึ่งการผสมผสาน และการไม่ดำรงอยู่

ชีวิตมีเรื่องมากมายหลายอย่างที่เกิดขึ้น
มีทั้งเรื่องดีเรื่องชั่ว มีทั้งถูกใจ และไม่ถูกใจ
ผสมผสานก่อตัวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม...กฎแห่งความจริงก็คงยังยืนกราน
เป็นมาตรฐานตลอดเวลาว่า

ชีวิตไม่เที่ยงแท้ หาความแน่นอนไม่ได้
ชีวิตมีแต่ความทุกข์ คงอยู่สภาพเดิมไม่ได้ จะต้องแตกสลายในที่สุด
ชีวิตไร้ซึ่งความเป็นเจ้าของ ไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตาม
ความปรารถนาได้ ไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร
ชีวิตมีความตายเป็นที่สุด

ชีวิตในคราวที่ประสบปัญหา ประสบกับเคราะห์กรรม
มีความทุกข์อยู่ดูไม่ต่างอะไร
กับแสงเทียนที่กำลังส่องแสงอยู่
บางครั้งต้องวูบลงหรือไม่ก็ดับไปทันที

ชีวิตคนเราในยามที่กำลังประสบกับแรงกรรมที่เคยทำไว้
ก็ควรมีสติ รู้จักทำใจ ยอมรับความจริงบ้าง
ควรเร่งสร้างความดี
ยามที่จะตายจากโลกนี้ไป
ก็อย่าลืมทิ้งความดีไว้บ้าง
เผื่อว่าชีวิตนี้ จะได้ไม่อาย "เทียน..."

มัดตราสัง

ศพนอนพนมมือถือดอกไม้และธูปเทียน
ถูกห่อไว้ด้วยผ้าสีขาว
ถูกมัดด้วยด้ายสามเส้น

มัดที่มือ มัดที่คอ และมัดที่เท้าทั้งสองไว้
สอนใจให้คนที่มีชีวิตอยู่่ได้คิดเป็นปริศนาว่า...

“ทุกคนล้วนถูกบ่วงบุตร บ่วงทรัพย์สินเงินทอง
บ่วงคู่ชีวิต ผูกมัดไว้ให้ติดอยู่ หาความอิสระไม่ได้
และเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป”

โซ่ล่ามชีวิต
ติดอยู่แค่นั้นเอง

ผู้ที่มีปัญญา และกำลังจะหมดกรรมเท่านั้น
ถึงจะไม่ถูกบ่วงทั้งสามผูกมัดรัดตรึงไว้
ชีวิตเขาย่อมมีแต่ความเป็นอิสระ เบาสบาย
หาความทุกข์ไม่มีเลย

“ไม่ว่างพอที่จะไปไหนได้ ต้องรับภาระเลี้ยงลูก ลูกยังเล็กอยู่
ไม่ว่างพอที่จะไปไหนได้ แฟนเขาไม่ให้ไป
ไม่ว่างพอที่จะไปไหนได้ กลัวข้าวของเงินทองหาย
ไม่ว่างพอที่จะไปไหนได้ ยุ่งกับงานเหลือเกิน ”

นั้นคือ คำปฏิเสธที่ทุกคนล้วนชอบกล่าวกัน
แต่ถ้าถึงเวลาที่พยามัจจุราชมาพาเราไป
ท่านคงยิ้ม ๆ แล้วบอกเราว่า

“อย่าเรื่องมากนักเลย...ไปกันเถอะ หมดเวลาเจ้าแล้ว”

วัด

คำว่า " วัด " เป็นคำที่เราทั้งหลายได้ยินจนคุ้นหู
ใครจะรัก หรือเกลียดวัดสักปานใดก็ตาม
ชีวิตทั้งชีวิตไม่เคยย่างกรายเหยียบเข้าไปในเขตวัดก็ตามที
ถึงแม้ใครจะเฝ้าชวนไปวัดทุกวันก็ตาม
เราก็ไม่ว่างพอที่จะไปได้

แต่ก็มีอยู่วันหนึ่งที่คุณจะปฏิเสธไม่ได้

“วันนั้น คือวันที่คุณสิ้นลมหายใจ”

การเข้าวัดในตอนนั้นจะได้อะไร
เพราะชีวิตหมดการรับรู้แล้ว

ยามมีชีวิตอยู่ไม่เคยรู้ว่าวัดอยู่ไหน
รู้แต่ว่า บาปอยู่ไหน ความสนุกอยู่ไหนก็เท่านั้น

วัดเอ๋ยวัดใจ วัดว่าหนา...กันแค่ไหน ควรวัดกันดู
การเข้าวัด ควรเข้าไปเพื่อสร้างความดี
เพื่อศึกษาวิธีการทำความดี
แล้วนำมาปฏิบัติที่บ้าน ที่ครอบครัวและสังคม
ให้เกิดความสงบสุข นั้นคือการเข้าวัดที่แท้จริง

ลูกหลาน

“แก้วแหวนเงินทองของมีค่า”
ก็ทำหน้าที่เพียงเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตเราก็เท่านั้น
อย่าให้มันมาเป็นเจ้าชีวิตของเราเลย

ส่วน"ลูกหลาน" นั้นเล่า
เขาก็แค่อาศัยเราเกิดมา
และคอยช่วยเหลือเราในบางครั้งบางคราวก็เท่านั้น
บางครั้งเผาเราเขาก็ยังไม่ได้มาเผาก็มี
บางครั้ง จะถามสักคำว่า สบายดีหรือเปล่าก็ไม่เคยได้ยิน
จะหลงอะไรกันมากนักกับของพวกนี้
จะหลงมันเอาอะไร ลองถามใจของเราดูบ้างซิ

“มีลูกดีเป็นศรีสง่าหน้า...”

รักลูก รักหลานมากเหลือเกิน
ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูก เพื่อหลานทั้งสิ้น
ยอมตายแทนได้เสมอเพียงเพราะเพื่อลูกๆ เพื่อหลานๆ

ลูกคือ ดวงตา ดวงใจ
หลาน คือ ลมหายใจของชีวิต

ระวังไว้อย่าให้เข้าทำนองที่ว่า
“ หลงลูก จนลืมธรรม”
"หลงหลาน จนสร้างกรรม"

ก็แล้วกัน

เกิดมาอย่ามัวแต่ฝากชีวิตไว้กับใคร
เดี๋ยวจะทุกข์ใจเสียเปล่า
เพราะเมื่อไม่ได้ดังใจที่หวัง เดี๋ยวก็จะเป็นบ้า
จงอย่าลืมเพียรสร้างความดี
ไว้ให้เป็นตัวอย่างแก่ลูกหลานบ้าง
เวลาลูกหลานก้มกราบศพ
เขาก็จะได้มีบุญติดไม้ติดมือ
เป็นคนดีอยู่ในโลกนี้อย่างมีคุณค่ามีราคาบ้างก็ยังดี

โลงศพ

โลง คือ บ้านหลังสุดท้ายของมนุษย์เรา
เศรษฐี ยาจก วณิพกพเนจร คนทุกชนชั้นวรรณะ
ในที่สุดแห่งชีวิต ก็หนีไม่พ้นโลง
เคยอยู่ที่ใหญ่โต สุดท้ายก็ต้องเข้าไปอยู่ในที่แคบ ๆ

“ใหญ่แค่ไหน ก็ไม่ใหญ่เกินโลง”

ความสวย ความงามของโลงขึ้นอยู่ตามฐานะ
ถึงจะเรียกอย่างไร จะสวยแค่ไหนก็ตามคงมีชื่อว่า
“โลง” อยู่วันยังค่ำ
มีใครบ้างที่เห็นโลงแล้วอยากอยู่
คงมีเพียงคนที่ทุกข์หนัก
หรือไม่ก็เป็นโรคจิตอย่างรุนแรง
หรือไม่ก็ผู้แสวงหาซึ่งธรรมเท่านั้น

“สำหรับคนที่หลงโลก ย่อมลืมโลง”

โลงเป็นตัวแทนแห่งความจริงบางสิ่งบางอย่าง
ที่มนุษย์พยายามที่จะหนีให้พ้น
อย่ากลัวโลงกันเลย
จงทำความพอใจในโลงให้ได้
จงมีโลงไว้ในใจเสมอ
จงยอมรับความจริงว่าเราทุกคนไม่อาจหนีพ้นโลงไปได้

จงอย่าอวดดี อวดเก่งมากนักเลย เดี๋ยวก็จะเข้าโลงกันหมดแล้ว
หัดยอม หัดเย็น หัดอภัย หัดอโหสิบ้าง
ทิ้งมันก่อนลงโลงกันบ้าง คนแบกโลงเขาจะได้เบาบ้าง

ดอกไม้ประดับโลง

ดอกไม้...นานาชนิด ที่ประดับประดาไว้หน้าโลงศพ
เรียงรายมากน้อยตามฐานะของผู้ตาย

“ชีวิตเหมือนดอกไม้...แรกบานก็งามสม
แต่บ่นานก็โรยรา.....”

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

ดอกไม้สอนใจ...ให้เราหยุดคิดว่า
ชีวิตเหมือนดอกไม้

ชีวิตบางคนเกิดมา ภายนอกดูงามตาน่ายกย่อง
แต่พอมองลึกเข้าไปในจิตในใจ
ทำไมพบอะไร...เหมือนศพอยู่ในโลง

ทุกคนเห็นได้แค่ความสวยความงาม
ของดอกไม้ที่ประดับประดาอยู่หน้าโลง
แต่จะมีใครบ้างไหมหนอที่พอจะมองเลยไป
ว่า...มีอะไรอยู่ในโลงใบนั้นบ้าง

ดอกไม้โรยรา
อนิจจา.....ความไม่แน่นอน
ชีวิตเป็นอยู่เพื่ออะไรกัน
นอนรอความตายกันแค่นั้นหรือ

ทรัพย์สมบัติ

“ตายไปก็เอาไปไม่ได้...”

คำพูดประโยคนี้
เราได้ยินกันบ่อยเหลือเกิน
แถมเราก็ยังเคยได้พูดบ่อย ๆ อีกด้วยใช่ไหม !
เหตุไฉนจึงไม่รู้จักปลงกันบ้าง

จะโลภอะไรกันมากมาย
วัน ๆ มีแต่...ของกู...ของกู...ของกู
บางคืนก็ยังนอนไม่หลับ
เพราะใจยังรู้สึกปรารถนาต้องการอยู่
บางครั้งยังต้องเข่นฆ่ากันเพื่อที่จะได้มา
บางครั้งฆ่าได้แม้กระทั่งผู้มีพระคุณ
บางครั้งก็ยอมผิดศีลผิดธรรมเพื่อให้ได้มา

เหตุการณ์เช่นนี้อะไรพาไป
ถ้าไม่ใช่...”เพราะใจไม่รู้จักพอ”
ร่างกายของเราได้ชื่อว่า สมบัติที่ห่วงแหนที่สุด
เรายอมเสียสมบัติ เสียเงินเสียทองภายนอกมากมาย
เพื่อรักษาร่างกายให้คงอยู่
แต่มาวันนี้.....แม้ร่างกายที่สุดรักสุดห่วงก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครอง
จำต้องทิ้งไว้ ดูเหมือนว่าไม่ไยดี ไม่เสียดาย เอาเสียเลย

รูปภาพ

รูปภาพที่ตั้งไว้ข้างๆโลง เพื่อบอกให้รู้ว่า
ผู้ตาย คือ ท่านผู้นี้

ส่วนภาพแห่งความดีปรากฏอยู่ภายในใจทุกคน

เรื่องราวของผู้ตายทุกคนที่คุ้นเคยย่อมรู้ชัดดี
ว่าเขามีวิถีชีวิตเป็นมาอย่างไร ยิ่งตัวผู้ตายด้วยแล้วย่อมรู้ดีกว่าใคร ๆ เสียอีก
ว่าตนคือคนประเภทไหน

ยามที่หลับตาลาโลก
เสียงสรรเสริญเยินยอยกย่องในคุณความดี
ก็ถูกกล่าวขานยกย่องโดยทั่วหน้ากัน
แต่ความชั่วเราต่างคนต่างรู้อยู่กันภายในใจ

รูปภาพ ก็เป็นเพียงแค่ภาพไม่ได้มีความหมายอะไรมากมาย
หากบุคคลนั้นหาความดีไม่ได้
แต่ส่วนภาพแห่งความดีเป็นภาพที่ควรสร้างไว้ให้มาก
เพราะไม่เพียงแต่ปรากฏอยู่แทนตัวจริงเท่านั้น
ยังเป็นสิ่งที่ควรเทอดทูนบูชายิ่งกว่าสิ่งใดๆอีกด้วย

ละครปิดฉาก
เมื่อตอนเช้ายังเฮฮาปาร์ตี้
พอตอนสาย...ยังระริกระรี่ สดใส
ตอนเย็นยังบอกว่าสุขทั้งกายใจ
พอตกค่ำก็ “สิ้นใจ” คนหนอคน

ละครชีวิตที่มนุษย์รับบทบาทการแสดง
เมื่อถูกปิดฉากลงด้วย “ความตาย”
ละครบทนั้นก็กลายเป็นอดีตของปัจจุบันทันที

ในวันนี้..... ตัวละครดูไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้
ไร้ความรู้สึก
ไร้แม้คนต้องการ

ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น

“ไปไม่มีกลับหวนคืนมา
หลับแบบไม่มีเวลาที่จะตื่น
และไม่มีคำว่า “ฟื้น” มาอีกครา
สัตว์ทุกทั่วหน้าคงหลีกหนีไม่พ้น”

ละครชีวิตปิดฉากลงคงไว้เพียงความทรงจำ
มีอะไรบ้างหนอที่ตัวละครแสดงให้ผู้ดู ผู้ชมได้มีความสุขบ้าง
และแสดงอะไรไว้เป็นผลงานแก่โรงละครโรงนี้บ้าง
หรือมีเพียงการแสดงที่รับบทไร้สาระไร้แก่นสาร
ไม่ควรแม้แต่จะคิดถึงและจดจำเอาไว้

ฝากไว้ให้ใจคิด

การดำรงชีวิตอยู่เพื่อความสงบสุข
ต้องรู้จักพอ รู้จักละ รู้จักการทำใจ และยิ้มให้ได้
และจงบอกตัวเองเสมอ ๆ ว่า...

“เราเกิดมาเพื่อสร้างความดี
สร้างคุณธรรมไม่ใช่เกิดมาเพื่อสร้างบาปสร้างกรรม”


จงพยายามรักษาใจดวงนี้
ให้มีแต่ความสะอาด สว่าง สงบให้มากไว้ และตลอดไป

ชีวิตจะไม่วุ่นวาย และจะได้ไม่คิดมาก

“ในเมื่ออีกไม่นาน ละครก็จะถึงตอนอวสานลงแล้ว”


ที่มาที่ไปจากหนังสือ เรื่อง ชีวิตกับความตาย
โดย พระมหาปสัณห์ ปิยธมฺโม

 
 
 
ดูแล แก้ไข พัฒนา โดย
วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร เมืองกริฟฟิน รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
Wat Phramahajanaka 498 Steele Road. Griffin Georgia 30223-6374 U.S.A.
Tel.(678) 692-8384,(404) 717-5104
http://www.watphramahajanaka.org E-mail :: info@watphramahajanaka.org
สรรพสิ่งใดๆในเว็ปไซต์นี้ ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเพื่อธรรมทานโดยชอบธรรมทั้งสิ้นแล