header
 

บ้านคือสวรรค์

สวรรค์ คือ โลกที่มีแต่ความสุข
นรก คือ โลกที่มีแต่ความทุกข์

ชีวิตใครที่มีแต่ความสุข ก็เป็นชีวิตของชาวสวรรค์ เหมือนได้อยู่บนสรวงสวรรค์
ชีวิตใครที่มีแต่ความทุกข์ ก็เป็นชีวิตของชาวนรก เหมือนได้อยู่ในแดนนรก

 

สวรรค์เป็นโลกที่มีแต่ความสุขนั้น ก็เกิดขึ้นเพราะอำนาจของการกระทำของมนุษย์
และ สัตว์นี้เอง เมื่อมนุษย์และสัตว์ทำแต่ความดี อำนาจในการกระทำความดีนั้นๆ
ก็ก่อให้เกิดเป็น โลกสวรรค์ขึ้นมา

นรกก็เช่นเดียวกัน เมื่อมนุษย์ และสัตว์กระทำแต่ความชั่ว
ภพภูมิที่เรียกว่านรกก็เกิดขึ้น มาตามอำนาจของการกระทำความชั่วของมนุษย์
และสัตว์นั้นๆ เช่นกัน

"มนุษย์ และสัตว์จึงเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา
มนุษย์ ก็คือพระเจ้า พระเจ้าก็คือมนุษย์นี่เองไม่ต้องมองไกล"

คุกตาราง เครื่องมือลงโทษ ใครเป็นต้นเหตุ ใครคือผู้สร้าง
สวรรค์แต่ละชั้น และนรกแต่ละขุม ก็เช่นกัน ใครเป็นต้นเหตุ ใครคือผู้สร้าง
ถ้าไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์เรา

การกระทำของมนุษย์ และสัตว์จึงเป็นเหตุให้เกิดภพภูมิอีกหลายภพภูมิ
ที่แทรกอยู่ในโลกมนุษย์ก็มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน มีทั้งภพภูมิที่ดี
และไม่ดี พวกเราทราบกันดี

อยากไปอยู่ที่ไหนตรงไหน เราก็สามารถเลือกได้ สามารถไปได้
ก็ขอเพียงแค่เราลงมือ ทำในสิ่งที่มีความเหมาะสมกับสถานที่นั้นๆ
เราก็จะได้ไปอยู่ในที่นั้นทันที

เพราะฉะนั้น คำกล่าวที่ว่า
"เพราะมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี"
ที่พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้เสมอๆ ก็เพื่อจะบอกพวกเราว่า
"ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัยของมันทั้งสิ้น"

บ้าน หรือครอบครัว ก็จัดว่าเป็นภพภูมิ อีกภพภูมิหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งคำว่า
ภพภูมินั้นท่านแปลว่า ที่อยู่อาศัย

บ้าน หรือ ครอบครัว จะกลายเป็นภพภูมิที่เป็นสวรรค์
ก็ขึ้นอยู่ที่การกระทำของมนุษย์ที่อยู่ใน บ้านนั้นๆ

บ้าน หรือ ครอบครัว จะกลายเป็นภพภูมิคือแดนนรก
ก็ขึ้นอยู่ที่การกระทำของ มนุษย์ที่อยู่ใน บ้านนั้นๆเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น หากปรารถนาที่จะทำบ้าน ทำครอบครัวให้เป็นภพภูมิที่เรียกว่า
สวรรค์บนดิน ก็ลองนำสูตรสำเร็จที่พระพุทธเจ้า
พระองค์ทรงประทานไว้ไปใช้ดู ซึ่งจะขอแปลเป็นภาษาธรรมดา
เพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น จะได้สะดวกในการนำไปปฏิบัติ
ส่วนวิธีการทำให้บ้านเป็นภพภูมินรก นั้น คงไม่ต้องแนะนำ
เพราะนั้นเป็นเรื่องของพญามาร เขาคอยแนะนำอยู่แล้ว
ซึ่งมนุษย์ก็มักจะถือปฏิบัติตามกันอยู่ทั่วไป

วิธีทำบ้านให้เป็นสวรรค์ ๑๐ ประการ
มีวิธีปฏิบัติแบบเป็นสูตรสำเร็จ ดังนี้ :-

๑.ทานมัย รู้จักการให้

การให้ ต้องให้ ให้เป็น การให้ที่ถูกต้อง ต้องเป็นการให้ที่ให้ด้วยความรู้สึกที่เต็มใจ
พอใจ บริสุทธิ์ใจอย่างเต็มที่ มีความรู้สึกดีใจที่ได้ให้ ได้ทำ หวังให้เขามีความสุข
โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ขอให้เขาสุขใจ มีรอยยิ้มก็พอ

ขอยกตัวอย่างเรื่องการให้ที่เรามักทำกันอยู่เป็นประจำ เช่น การทำอาหาร
การกวาดบ้าน การซักเสื้อผ้า การขับรถ การพูดคุย ทุกอย่างที่ทำไปนั้น
ล้วนอยู่ในขบวนการ ของการให้ทั้งหมดทั้งสิ้น

แต่ในนิยามของคำว่า "ให้" มีข้อแม้อยู่ว่า ต้องใส่ความรู้สึกที่ดีลงไปด้วย
ไม่ใช่สักแต่ว่าให้ สักแต่ว่าทำแต่อย่างเดียว

ยกตัวอย่างเช่น การชงกาแฟให้ใครสักคน ขณะที่ชง ก็ต้องคิดในใจไปด้วยว่า
ขอให้คนที่จะดื่มกาแฟถ้วยนี้ ขอให้เขาจงมีแต่ความสุข ความสำเร็จ
ความสมหวังทุกภพทุกชาติตลอดไป หรือจะคิดจะว่าอะไรก็ได้
ขอให้เป็นคำที่เป็นมงคลก็ว่าได้หมด

ภาษาพระ ท่านเรียกว่าการอธิษฐาน คือ ตั้งใจให้เป็นบุญ

ทุกครั้งที่ทำอะไรลงไป ที่เป็นไปเพื่อผู้อื่น เพื่อส่วนรวม เพื่อครอบครัว
ต้องใส่ความคิดแบบนี้ไปด้วยทุกครั้ง นั้นจึงจะครบสูตรของการให้
การกระทำที่ดีที่เป็นบุญ

การกวาดบ้าน การถูบ้าน ล้างจาน ล้างห้องน้ำ ก็ต้องใส่ความรู้สึกที่ดีๆลงไปด้วยทุกครั้ง
ถ้าไม่ได้ใส่ความคิดที่ดีลงไป ก็จะเข้าสูตรที่ว่า สักแต่ว่าทำ จะไม่เกิดบุญ
เกิดพลังที่จะดลบันดาลให้บ้านเป็นสวรรค์ได้

๒.ศีลมัย ประพฤติตนเป็นคนดีอย่างแท้จริง
คนดี ก็ คือ คนที่มีความประพฤติที่ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
เป็นคนมีความรับผิด มีระเบียบวินัยในเรื่องการใช้จ่ายเงิน การใช้สิ่งของ
มีความสะอาดที่เป็นหนึ่งเป็นเลิศ

เคารพในสัจจะสัญญา ทำหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบให้เสร็จสมบูรณ์ ถูกต้อง
และอย่างเต็มใจ เคารพต่อกฏกติกา ที่ได้วางไว้ กำหนดไว้แล้ว
อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

เวลาจะทำอะไรลงไป ถือว่าเป็นการฝึกตัวเองไปในตัว จะไม่ทำให้เราเสียนิสัย
จะไม่ทำอะไรที่จะให้เป็นปัญหา เกิดปัญหาตามมา เกิดความเสียหาย
เกิดบาปเกิดกรรมตามมา เป็นต้น

คนดีในบ้าน คือ คนที่ทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์
ทำหน้าที่ในครอบครัวอย่างสมบูรณ์ ไม่เบียดเบียนตน
และคนในครอบครัวให้ได้รับความเดือดร้อน
๓. ภาวนามัย มีจิตคิดแต่ในเรื่องที่ดี ที่เป็นบุญต่อกัน
ความคิดของคนเรานั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับชีวิตมากทีเดียว
ความสุข และความทุกข์ มันก็มีที่เกิด ที่เพาะเชื้อของมันตรงจุดนี้
ใจดีก็มีสุข ใจทุกข์ก็สุขไม่มี

คนเราหากว่าใจเกิดเสียอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะเสียหมด
ทุกอย่างก็จะหมดความหมาย อาหารที่เคยชอบ เคยกินแล้วอร่อย ก็จะไม่อร่อย
เพลงที่เคยฟังแล้วไพเราะ ก็จะหมดความไพเราะ ฟังแบบไม่มีความสุข
แบบไม่มีชีวิตชีวา อะไรที่เคยว่าดีว่างาม ก็จะหมดความดีความงามไปเสียหมด

เพราะฉะนั้น ต้องระวังเรื่องความคิดนี้ให้ดี อย่าให้เกิดอาการเสียดุล
เสียคุณภาพเป็นเด็ดขาด เวลาจะคิดถึงใคร คนใดคนหนึ่งก็ตาม
โดยเฉพาะกับบุคคลในบ้าน ก็ต้องคิดให้เป็น คิดให้ถูก

เวลาคิดก็จะไม่คิดว่าเราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา หรือเขาดีกว่าเรา เขาเลวกว่าเรา
จะต้องไม่คิดแบบนั้น จะไม่เป็นคนที่คิดมากเกินความจริง
เรื่องบางเรื่องทั้งที่ยังไม่เป็นจริง ก็คิดว่ามันจะต้องเป็นจริง ต้องไม่คิดหวาดระแวงจนตัวเองหมดสุข เป็นเหตุให้คนในบ้าน
หมดความสุขไปด้วย

อะไรที่ยังไม่เกิด ก็อย่าเพิ่งคิดถึงมันจนเป็นทุกข์ เห็นบ้านอื่นเขาเป็น
คนอื่นเขาเป็น ก็มาคิดว่าคนในบ้านของเราก็เป็นเหมือนเขา
จะต้องไม่คิดเรื่องเล็ก ให้เป็นเรื่องใหญ่ จะต้องไม่เบิกความทุกข์มาใช้ก่อน
การคิดถึงคนในครอบครัว ก็ต้องเป็นความคิด ที่มีความรัก ความเมตตา
ความบริสุทธิ์ใจเป็นพื้นฐาน ไม่คิดแบบจับผิด ไม่คิดแบบตำหนิในใจ
ไม่คิดแบบหวาดระแวง ต้องคิดให้เป็นบุญต่อกัน

บ้านที่ไม่เป็นบ้าน ครอบครัวที่ไม่เป็นครอบครัว ก็มาจากเจ้าตัวนี้
เก็บความคิดที่ไม่ดีไว้ทุกๆวัน พอมันมากขึ้น ก็กลายเป็นปืน เป็นมีด
เป็นคุก เป็นตาราง เป็นน้ำตาขึ้นมาในที่สุด

เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เริ่มปรับที่ตัวเรา โดยบอกตัวเองว่า
เรามันก็ไม่ดีเท่าไรเหมือนกัน เราก็เคยผิดเคยพลาดมาเหมือนกัน
ต้องปรับต้องแก้ จะให้คนในบ้านถูกใจเราหมด เป็นไปไม่ได้
๔.อปจายนมัย เชื่อฟังกัน เคารพนับถือกัน
การยอมฟังกันบ้าง ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง
ที่จะเป็นเหตุให้อะไรต่างๆดีขึ้น แก้ไขได้ง่ายขึ้น หากไม่ฟังกันทุกอย่างก็จบ
เช่น พ่อแม่ว่าอะไร บอกอะไร ก็ควรเอาใจใส่ บ้าง สนใจบ้าง ใครเตือนอะไรก็ฟัง
ก็ทำตามบ้าง น้องเคารพพี่ พี่ให้เกียรติน้อง ภรรยาเคารพสามี สามีให้เกียรติภรรยา
ต้องรู้จักการให้เกียรติซึ่งกันและกัน สวรรค์ก็จะเกิดขึ้นมาได้
ไม่ใช่จะเอาแต่ตัวเองถูกคนเดียว แบบนั้นก็แย่

คำเตือน คือขุมทรัพย์ เราอาจกำลังหลงอยู่ อาจจะมองไม่เห็นว่าอะไรผิดอะไรถูก
เมื่อมีคนบอกก็ต้องหยุด ต้องเลิกให้ได้ ถ้าเมื่อไรไม่ฟังกัน ไม่เคารพกัน
ประตูสวรรค์ก็ปิดลงทันที ประตูนรกก็เปิดรอรับเรา

๕.เวจยาวัจจมัย ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งและกัน ในยามที่มีธุระ
มีความจำเป็น

พระอาจารย์ชยสาโร ลูกศิษย์หลวงพ่อชา ท่านเทศน์ไว้ประโยคหนึ่งว่า
คนเรานั้น อย่าเป็นคนที่เอาหูไปนา เอาตาไปห้างฯ
ท่านสอนไว้ว่า หากใครมีธุระอะไร ก็ควรเสียสละเวลา ช่วยเขาบ้าง อย่าเมินเฉย
มีกิจธุระอะไรพอช่วยได้ก็ช่วยกันไป ท่านสอนไว้อย่างนั้น

เรื่องการช่วยกันนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับชีวิตครอบครัวมาก จะปล่อยให้แต่เพียง
คนเดียวรับผิดชอบคนเดียวไม่ได้ อะไรที่เราสามารถพอช่วยเขาได้ ก็ต้องช่วยกัน
อย่าสรุปว่า วันนี้ฉันทำงานทั้งวันแล้ว คุณทำคนเดียวเถอะ คิดแบบนั้นไม่ได้
ต้องรู้จักการแสดงออกซึ่งน้ำใจบ้าง ถ้าเขาเข้าใจเรา เขาก็จะบอกเองว่า
ไปพักเถอะ ฉันทำเอง

ลูกหลานพอที่จะช่วยงานช่วยรับผิดชอบ อะไรได้บ้าง ก็ต้องช่วยกันบ้าง
ไม่ควรจะปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่ทำอย่างเดียว อย่าเห็นพ่อแม่ว่าเป็นคนรับใช้ไม่ดี
ทำไม่เป็น ก็ไปยืนให้กำลังใจบ้าง รู้จักถามสักคำก็ยังพอได้บุญ เป็นทุนสร้างบ้านให้เป็นสวรรค์ได้ ส่วนมากก็จะไม่สนใจทำบุญตัวนี้กันเอาเสียเลย

๖.ปัตติทานมัย ได้อะไรดีๆ ก็แบ่งปันกันกิน แบ่งปันกันใช้
เจออะไรสวยๆ ดีๆ ก็หัดคิดถึงคนที่บ้านบ้าง กินอะไรอร่อยๆ ก็คิดถึงคนที่บ้านบ้าง
ก่อนที่จะกลืนสักคำก็ยังดี นี่คือสูตร ที่ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ
การเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งกันและกัน อย่าอร่อยแต่เพียงคนเดียว
อย่าสวยแต่เพียงคนเดียวบางคนน่าสงสารมาก ได้อาหารอร่อยก็แอบกินคนเดียว
มีอะไรดีๆ ก็เก็บไว้คนเดียว อย่าทำอย่างนั้น และอย่าคิดว่า
เขาไม่เคยซื้ออะไรมาให้เรากินเลย เราก็อย่าซื้ออะไรให้เขากินเช่นกัน
อย่าคิดอย่างนั้น จงคิดว่า เราจะต้องซื้ออะไรไปให้เขากินหนอ ถึงจะถูกต้อง
เราต้องเป็นคนคิดก่อน ทำก่อน เมื่อต่างคนต่างคิดกันแบบนี้ ครอบครัวก็จะอยู่ดีมีสุขได้
๗.ปัตตานุโมทนามัย แสดงความดีใจเมื่อใครพบความสุข
ความสำเร็จ
อย่าให้มีรู้สึกอิจฉาริษยากันเช่น คนเรามักมีความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้เสมอ
เห็นคนในบ้านได้รับคำชม ก็รู้สึกไม่พอใจ คนในบ้านได้อะไรดีๆมา
ก็นึกในใจว่าทำไม เราไม่ได้บ้าง ความรู้สึกแบบนี้ถือว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่ดี

ในกลุ่มลูกๆก็เช่นกัน หากพ่อแม่ให้อะไรคนใดคนหนึ่งในบ้าน ก็อย่าจ้องริษยาอิจฉากัน
การอิจฉาริษยาตาร้อน ย่อมทำให้บ้านเป็นนรกได้อย่างแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

๘.ธัมมัสสวนมัย พากันไปศึกษาธรรมปฏิบัติธรรม
ทำบุญร่วมกัน

มีเวลาก็ชวนกันไปทำความดี สร้างความดีให้โลก ให้สังคม เช่น บ้านไหนเขามีงานบุญ
เราก็ต้องเสียสละเวลาบ้างไปบ้าง ถ้าเขาเชิญเราก็ต้องไป ไม่มีเวลามาก แวบหนึ่งก็ยังดี
ดีกว่าไม่ไปเลย วัดก็ต้องพากันไปบ้าง ไปทำบุญร่วมกันบ้าง จะได้มีบุญต่อกัน
ไปนั่งสมาธิทั้งครอบครัว ไปสวดมนต์ทั้งครอบครัว
พาครอบครัวไปให้พระอบรมสั่งสอนบ้าง จะได้รู้ว่าเราต้องปรับต้องแก้อะไร
วันสำคัญของพ่อ ของแม่ ของพี่ ของน้อง ก็ควรไปทำบุญให้พี่ให้น้องบ้าง
ชีวิตครอบครัวจะได้มีบุญรักษา มีบุญคุ้มครอง
มารจะได้ไม่มีโอกาสมาเบียดเบียนครอบครัวเรา
๙.ธัมมเทสนามัย แนะนำตักเตือน ให้ข้อคิด ให้กำลังใจ
ซึ่งกันและกัน
การรู้จักให้กำลังใจซึ่งกันและกัน การให้ข้อคิด คอยให้ข้อแนะนำ คอยบอก
คอยสอน ถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องทำ และก็ควรเลือกเวลาทำด้วย ให้ดูจังหวะ
ว่าเวลาไหนควรบอกไม่ควรบอก ก่อนสอนลูก ก่อนบอกลูก ก็ควรพากันไป
ไหว้พระสวดมนต์ก่อน แล้วค่อยบอกค่อยสอน

บางคนพอมีความโกรธขึ้นมาก็เริ่มบ่น ก็คิดว่าเราสอนแล้วบอกแล้ว นั้นไม่ใช้
นั้นเขาเรียกว่า เป็นการสาปแช่ง ผิดหลักศาสนา
มีคนใดคนหนึ่งในครอบครัวมีปัญหา ก็ควรเอาใจใส่บ้าง คอยเป็นเพื่อน
คอยดูแล อย่าคิดซ้ำเติม อย่าตำหนิ คนเราผิดพลาดกันได้ ควรรู้จักให้อภัยกัน
๑๐.ทิฏฐุชุกัมม์ ปรับความคิด ให้มีความเห็นแนวเดียวกัน
จุดเดียวกัน

สุดท้าย คือ นายท้ายเรือ เรือจะเข้าฝั่ง หรือจะลงทะเลลึก ก็ตัวนี้ คือ ความคิด
ความอ่าน ที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน จุดเดียวกัน

คนเราต่างพ่อ ต่างแม่ ต่างพี่ ต่างน้อง มาอยู่ด้วยกัน แน่นอนนิสัยย่อมต่างกัน
ต้องปรับ ต้องเปลี่ยน ให้มีความเห็นในทางเดียวกัน ตัวความคิดที่ไม่ตรงกันนี่แหล่ะ
คือ ตัวการที่จะทำ ให้เกิดการทะเลาะกัน หากปรับความคิดกันไม่ได้ ก็พากันไปปรับที่วัด
หรือกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ ปัญหาจะได้ไม่เกิดขึ้น
ครอบครัวจะได้เป็นเมืองสวรรค์

ทั้งหมดที่กล่าวมาภาษาพระเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ แปลว่า เหตุให้เกิดบุญ
เหตุให้ไปสวรรค์ บุญไม่จำเป็นต้องทำแต่ในวัดอย่างเดียวเท่านั้น
บุญก็เป็นเรื่องที่จำเป็น ที่จะต้องทำในบ้าน ให้ได้มากที่สุด และต้องทำให้ได้ทุกวัน
หากครอบครัวไหน ขาดการทำบุญในบ้าน ตามสูตรนี้แล้ว
ครอบครัวนั้นก็น่าเป็นห่วงเหลือเกิน

ขอให้จำไว้ว่า บุญนั้นต้องไปฝึกที่วัด แล้วให้มาปฏิบัติที่บ้าน
บ้านจะได้กลายเป็นสวรรค์ มีแต่ความสุขบนโลกใบนี้ตลอดไป



 
 
 
ดูแล แก้ไข พัฒนา โดย
วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร เมืองกริฟฟิน รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
Wat Phramahajanaka 498 Steele Road. Griffin Georgia 30223-6374 U.S.A.
Tel.(678) 692-8384,(404) 717-5104
http://www.watphramahajanaka.org E-mail :: info@watphramahajanaka.org
สรรพสิ่งใดๆในเว็ปไซต์นี้ ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเพื่อธรรมทานโดยชอบธรรมทั้งสิ้นแล