นักปราชญ์ย่อมทำจิตที่ดิ้นรน กลับกลอกรักษาได้โดยยาก
ห้ามได้โดยยาก ให้ตรง ดังช่างศรดัดลูกศรให้ตรง ฉะนั้น
จิตนี้อันพระโยคาวจรยกขึ้นแล้วจากอาลัย คือเบญจกามคุณ
เพียงดังน้ำซัดไปในวิปัสสนากรรมฐานเพียงดังบก
เพื่อจะละบ่วงมาร ย่อมดิ้นรนดุจปลาอันชาวประมง
ยกขึ้นแล้วจากที่อยู่คือน้ำ โยนไปแล้วบนบกดิ้นรนอยู่ ฉะนั้น
การฝึกฝนจิตที่ข่มได้ยาก อันเร็ว
มีปรกติตกไปในอารมณ์อันบุคคลพึงใคร่อย่างไร เป็นความดี
เพราะว่าจิตที่บุคคลฝึกดีแล้วนำสุขมาให้
นักปราชญ์พึงรักษาจิตที่เห็นได้แสนยาก
ละเอียดอ่อนมีปกติตกไปตามความใคร่
เพราะว่าจิตที่บุคคลคุ้มครองแล้วนำสุขมาให้
ชนเหล่าใดจักสำรวมจิตอันไปในที่ไกล
ดวงเดียวเที่ยวไปหาสรีระมิได้ มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย
ชนเหล่านั้นจะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร
ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์แก่บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น
ไม่รู้แจ่มแจ้งซึ่งพระสัทธรรมมีความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย
ภัยย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ ผู้มีจิตอันราคะไม่รั่วรด
ผู้มีใจอันโทสะไม่ตามกระทบแล้ว
ผู้มีบุญและบาปอันละได้แล้ว ผู้ตื่นอยู่
บุคคลทราบกายนี้ว่าเปรียญด้วยหม้อแล้ว
พึงกั้นจิตนี้ให้เปรียบเหมือนนคร
พึงรบมารด้วยอาวุธคือ ปัญญา
อนึ่งพึงรักษาตรุณวิปัสสนาที่ตนชนะแล้ว และไม่พึงห่วงใย
กายนี้อันบุคคลทิ้งแล้วมีวิญญาณปราศแล้ว
ไม่นานหนอจักนอนทับแผ่นดิน ประดุจท่อนไม้ไม่มีประโยชน์
โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจก
ก็หรือคนมีเวรเห็นคนผู้คู่เวรกัน
พึงทำความฉิบหาย และความทุกข์ใดให้
จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิดพึงทำบุคคลนั้นให้เลวยิ่งกว่า
ความฉิบหายและความทุกข์นั้น
มารดาบิดาไม่พึงทำเหตุนั้นได้
หรือแม้ญาติเหล่าอื่นก็ไม่พึงทำเหตุนั้นได้
จิตที่บุคคลตั้งไว้ชอบแล้วพึงทำเขาให้ประเสริฐกว่าเหตุนั้น ฯ
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
|