header
 

ทางเลือก

อดีตที่ผ่านมาหลายร้อยปี หลายพันชาติ พวกเราไม่มีใครรู้ได้เลยว่า
พวกเราได้ใช้ชีวิตกันอย่างไรบ้าง ในหลายๆชาติที่ผ่านมา

แต่มาชาตินี้ พวกเราทุกคน ถือว่า พวกเราเป็นคนที่มีบุญ มีวาสนามาก
ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาส
ได้ศึกษาธรรมปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่

วันนี้ทำให้พวกเรารู้ และเข้าใจว่า

การเกิดมาของพวกเราในชาตินี้นั้น ไม่ใช่เกิดมาเพื่อสิ่งอื่นใดเลย
พวกเราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ที่ดีที่สุดของความเป็นมนุษย์ เราเกิดมาเพื่อส่งมอบความสุขที่แท้จริงให้เพื่อนร่วมโลก
พวกเรามาให้ความรัก ความเมตตา ความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

พวกเราเกิดมาเพื่อแสวงหาช่องทางเก็บคะแนนบุญหาต้นทุน
สร้างคุณความดี สร้างบารมี ศึกษาธรรมปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆขึ้น
และให้ได้มากที่สุด แต่เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น
ช่องทางอื่นไม่ใช่ช่องทาง หรือเส้นทางของพวกเราเลย

ชีวิตในโลกใบนี้ ดูจะมีน้อยเหลือเกินสำหรับพวกเรา หลับตาลืมตา
สวดมนต์ภาวนา ทำความดีให้แก่บุคคลในครอบครัว
กับเพื่อนฝูง ก็หมดเวลาไปเสียแล้วหนึ่งวัน

ขอให้พวกเราจงอย่าเข้าใจผิดว่า
ชีวิตของพวกเราที่ยังมีลมหายใจเข้าออกอยู่นี้ มันยังคงอยู่อีกนาน
มีอยู่อีกมากมายเหลือเกิน  ขอจงอย่าได้เข้าใจผิดเช่นนั้นเลย
เดี๋ยวจะเป็นเหตุให้เราหลงทาง ทำให้เราเสียเวลา ฟ้าจะมืด
เครื่องจะออกก่อน จะตกรถตกรา ไปไม่ถึงเป้าหมายได้

วันนี้ที่พวกเรามีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ มีคนรักอยู่รอบข้าง
มีอะไรที่พรั่งพร้อมสะดวกสบายหลายสิ่งหลายอย่างนั้น
ก็ขอให้พวกเราจงภูมิใจ ดีใจ พอใจไปเถอะไม่ว่ากัน จงนึกขอบคุณบุญที่เราทำไว้ดีแล้วช่วยเรา ทำให้พวกเรามีวันนี้ได้ 


แต่ก็อย่าเพิ่งหลงดีใจ ไว้วางใจกับมันให้มากนัก 
ควรหยุดคิดสักนิดหนึ่งบ้างเถิดว่า สิ่งเหล่านี้
พวกเราอาจหมดสิทธิ์ในการครอบครองเป็นเจ้าของก็อาจจะเป็นไปได้ในวันพรุ่งนี้
เพราะว่าความไม่แน่นอน นั่งรอ นอนรอเราอยู่

สิ่งทั้งหลายที่พวกเรามีไม่ได้เป็นเครื่องค้ำประกัน รับประกันการันตี
ให้กับชีวิตของพวกเราเลยว่า มันจะอยู่คู่กับพวกเราตลอดไป จะไม่ทิ้ง
ไม่หนีเราไปไหน ขอให้พวกเรามองดูรอบๆตัวเรา
เห็นหรือไม่ว่า โลกมันกำลังสอนพวกเราอยู่ มันพยายามสอนพวกตลอดเวลาว่า

 “มันไม่จากเรา เราก็ต้องจากมัน”

ที่พูดมานี้ ไม่ได้บอกให้พวกเรากลัว ไม่ได้บอกให้พวกเราทิ้งให้หมด
ไม่ได้บอกให้พวกเราเลิกสนใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่

แต่ที่บอกนั้น ก็เพื่อให้พวกเราได้ระวังตัวไว้บ้าง เวลาล้มจะได้ไม่เจ็บมากนัก
เวลาเสียใจจะได้ไม่ต้องเสียใจนาน เวลาหลงก็จะได้ลืมหูลืมตาได้บ้าง

และที่สำคัญที่สุด ก็คือ ให้รู้จักหัดละ หัดวาง หัดปล่อยมันบ้าง
อย่ามัวแต่แบกมันไว้ตลอดเวลาอย่างนั้น วางมันลงบ้าง
เผื่อเราจะได้มีเวลาเตรียมเนื้อเตรียมตัวออกเดินทางไปในวันพรุ่งนี้ต่อไปอีก
จะมัวแต่แบก มัวแต่วุ่น แล้วก็ร้องตะโกนว่าหนัก ว่าหนักเหลือเกิน ก็เล่นไม่วางบ้าง
พอเราแบกอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมวางอะไรลงเลย
ก็เลยทำให้เราไม่มีเวลาที่จะได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวบ้างเลย
พอถึงเวลาก็ไม่มีอะไรพร้อมเสียสักอย่าง กว่าจัดหา เตรียมหา
ก็หมดเวลาแล้ว สายเสียแล้ว

ขอให้จงจำไว้ว่า พวกเราไม่ได้เกิดว่าเพื่อแสวงหา
หรือเพื่อสะสมทรัพย์สมบัติพัสถาน บ้าน ช่อง เรือกสวนไร่นา
รถรา ที่อยู่ที่นา ที่ทำมาหากิน แต่อย่างเดียวเท่านั้น

พวกเรายังมีสิ่งที่เราจะต้องแสวงหาอีก สิ่งนั้นก็คือ คุณงามความดี
บุญบารมีอีกอย่างหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ
และถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับพวกเรา ที่เราจะต้องแสวงหา
ให้ความสนใจกันให้มาก

โดยเฉพาะเรื่องบุญภายใน ต้องทำให้เกินกำลัง
บุญภายนอกก็ทำตามกำลัง อย่าเอาเงินมาซื้อบุญ
อย่าเอาเงินมาซื้อบารมี ให้ใช้การไหว้พระสวดมนต์ การนั่งสมาธ
ิ การแผ่เมตตา ให้ใช้ความกตัญญู ความบริสุทธิ์ใจแลกเอาบุญ แลกเอาบารมี

บุญแลกด้วยวัตถุไม่ได้ วัตถุที่จะแลกเอาบุญได้นั้น จะต้องอาศัยใจ
ใจที่บริสุทธิ์เป็นองค์ประกอบ ถึงจะเปลี่ยนเป็นบุญได้ ขอให้จดจำเรื่องนี้ไว้ให้ดี

และก็อย่ามัวแต่แสวงหาแต่สมบัติภายนอก จนลืมที่จะสร้างคุณงามความดี
เพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติติดตัวติดใจไว้บ้าง เพื่อให้คนเขาได้เห็นเป็นตัวอย่างบ้าง
อย่างน้อยคนจะได้พูดต่อๆกันไปบ้างว่า เราก็มีดีประดับโลกไว้กับเขาเหมือนกัน

เรื่องทรัพย์สมบัติ ที่พวกเราเคยแสวงหาเกือบเป็นเกือบตายนั้น
พระพุทธเจ้าท่านบอกพวกเราไว้ว่า มันเป็นเครื่องพันธนาการของชีวิต
มันเป็นบ่วง เป็นโซ่ ถ้ามีปัญญาไม่ดีพอ มันก็จะเป็นตัวการทำให้พวกเราหลงทางได้
ยิ่งมีมาก ยิ่งอยากได้มาก จะหาเมืองพอ เมืองจบ เมืองสิ้นไม่มี

จะทำติดอยู่ ทำให้เพลินอยู่ มันจะคอยปิดหู ปิดตา ปิดใจ เราไว้ไม่ให้เห็นความจริง
ใครจะบอกใครก็เตือน ก็จะไม่สน อะไรทั้งสิ้น จะกอดเก็บแอบซ่อนไว้
จะไปไหนมาไหนก็มีแต่ห่วง มีแต่กังวล ใครจะหยิบจะจับก็กลัวแต่เขาจะเอาไป
ติดและติดอยู่อย่างนั้น จนวินาทีสุดท้ายความตายก็จะมาแยกเราออกจากสมบัตินั้น
อย่างหนีไม่พ้น  ใช้ก็ไม่ได้ใช้ ทำบุญก็ไม่ได้ทำบุญ ตายทิ้งไปเสียแล้ว
ช่างเป็นชีวิตที่น่าสงสารยิ่งนัก

บางคนหลงในเรื่องนี้มาก จนถึงกับต้องฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพี่ฆ่าน้องตัดพี่ตัดน้อง
ตัดแม่ตัดลูกกัน ทำลายล้างกันอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่รู้อายเทวดาฟ้าดินกันบ้างเลย
อะไรก็มีแต่ของกู ของกู ทั้งนั้น

ชีวิตนักบวช ชีวิตนักบุญ ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของพวกเรา
มีพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง ท่านมีชีวิตที่อิสระ
มีชีวิตที่บริสุทธิ์ที่หลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการเหล่านี้ได้อย่างสิ้นเชิง
บริสุทธิ์หมดจดจริงๆ

เราต้องพยายามทำให้ได้เหมือนเช่นท่าน เห็นหรือเปล่าท่านสามารถใช้เวลาทุกวัน
ทุกเวลา ทุกวินาที เพื่อทำแต่ความดี สร้างบารมีอย่างไม่รู้เหน็ด
อย่างไม่รู้เหนื่อย สร้างกันอย่างเต็มที่ นั้นเป็นความโชคดีอย่างใหญ่หลวงของท่าน
บุญบารมีท่านดี ปัญญาท่านดี ท่านจึงมีโอกาสเช่นนั้น เพราะชีวิตท่านไม่เคยประมาท
แต่ว่าสักวันพวกเราก็จะต้องพยายามทำให้ได้เช่นท่าน เดินตามรอยท่านให้ได้

พวกเราที่มีชีวิตเป็นคนธรรมดาสามัญชน แต่ยังเป็นผู้รักบุญ ผู้รักศีล รักธรรมอยู่
ยังต้องมีหน้าที่ ที่จะต้องใช้ชีวิตเลี้ยงครอบครัว หาเช้ากินค่ำ
ต้องต่อสู้ดิ้นรนปากกัด ตีนทีบ เพื่อให้ได้ เพื่อให้ดี เพื่อให้มี เพื่อให้เป็น
เพื่อให้ทัน เพื่อให้เลิศ เพื่อให้พร้อม มันจะลำบากแค่ไหน
มันจะยากเข็ญแค่ไหนตาม ก็อย่าพากันทิ้งบุญ ทิ้งธรรม ก็ควรที่จะจัดสรรแบ่งปันเวลาให้กับตัวเองบ้าง
ไอ้ที่เราสู้ทำกันไปนั้น ทำเพื่อตัวเองแค่ชาตินี้ มื้อนี้เท่านั้น
อย่าปล่อยให้ชีวิตทั้งชีวิตต้องหมดไปแต่กับสิ่งเหล่านั้นแต่อย่างเดียวเลย

เคยเห็นแม่ไก่หรือเปล่า วันๆก็ทำหน้าที่พาลูกออกหากิน เย็นก็ขึ้นเล้าเข้านอน
เช้าก็ออกคุ้ยเขี่ยหาอาหาร เจ้าของสงสารก็ให้อาหารกินบ้าง
เขาจับดูว่ามีน้ำหนักพอขาย พอจะต้ม พอจะแกงได้แล้วหรือยัง
ก็นึกว่าเขารักเขาเขาเอ็นดู เขาจับขึ้นรถไปขาย ก็นึกว่าเขาพาไปเที่ยว
เห็นน้ำร้อนที่เขาต้ม  เพื่อลวกถอนขนตน ก็นึกว่าเขาจะเอาน้ำอุ่นมา
เช็ดตัวให้ เขาจับมีดมาเพื่อปาดคอ ก็ยังนึกว่าเขาจะมาตัดขนให้ดูสวย
เลือดพุ่งใกล้หมดตัวแล้วจึงได้สติ จึงรู้ว่าเขาใจร้าย

นึกๆก็สงสาร ชีวิตคนบางคนก็มีชีวิตเป็นอยู่แบบนั้นไม่มีผิด
ไม่เคยเลยที่จะคิดรักตัวเองบ้าง รักแต่ลูกรักแต่หลาน รักแต่สมบัติ
รักแต่ความสุขส่วนตัว รักแต่ความสุขในชาตินี้ รักแต่สุขนิดเดียว
รักแต่สุขทางโลก ส่วนความสุขทางธรรมไม่เคยที่จะแสวงหาเลย
นอนหลับตื่นมา ก็มีแต่ไม่พอ ไม่พอ อยู่ตลอดเวลา

เรื่องเหล่านี้ถือว่าเป็นธรรมดาของโลก โลกมันก็เป็นแบบนี้ ใครมีบุญก็คิดได้
ใครมีบาปมีกรรมก็คิดไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องความโง่ เรื่องความฉลาด
มันเป็นเรื่องของบุญกรรมที่ทำไว้

ใครมีกำลังบุญมากกว่า บุญก็บริหารจัดการไป ใครมีกำลังบาปมากกว่า
บาปก็บริหารจัดการไป ใครมีบาปมีบุญเท่าๆกัน
ก็แบ่งหน้าที่บริหารจัดการกันไปตามกำลังของบุญและบาปที่มีอยู่
บาปบุญ ก็จะแบ่งหน้าที่ของมัน ช่วงชิงกัน ตลอดเวลา อยู่อย่างนั้น
จนกว่าเราจะหลุดพ้นจากวงโคจรของมัน เราไปอยู่ในเขตแดนมรรคผลโน้นแหล่ะ
จึงจะปลอดภัย

ชีวิตนี้หากพวกเรายังไม่มีสติที่ดีพอ ไม่มีปัญญาที่ดีพอ ถ้าไม่มีเพื่อนฝูง
ไม่มีครูบาอาจารย์รู้อรรถ รู้ธรรม คอยควบคุม คอยตักเตือน คอยแนะนำด้วยแล้ว
ก็คงจะต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับกับกิเลสร้าย ตัณหาโหด อย่างแน่นอน
ถือว่าพวกเราก็ยังโชคดีอยู่ ไม่อย่างนั้น พวกเราคงจะต้องเลือกเส้นทางสีดำ
เป็นเส้นทางชีวิต สร้างกรรมสร้างเวร หลงทางไปในที่สุด ก็เป็นได้

บุญเป็นพลังงานฝ่ายสูง ฝ่ายบริสุทธิ์ เหมือนกับพลังงานของอ็อกซิเจน
พลังงานของเครื่องจักรกล บุญจะทำหน้าคอยควบคุม บริหารจัดการดูแล
ให้เราเลือกดำเนินชีวิตแต่ในเส้นทางที่ดีงาม ที่ถูกต้อง ที่ควร เป็นไปแต่ในฝ่ายดี
ฝ่ายเดียวเท่านั้น บุญจะคอยช่วยชีวิตของเราให้รอดปลอดภัย
จากบ่วงกรรมบ่วงเวรอยู่ ตลอดเวลา

ส่วนบาปนั้น ก็เป็นพลังงานฝ่ายต่ำ   คล้ายกับพลังงานที่เป็นพิษ
จะคอยทำลายชีวิตที่บริสุทธิ์นี้ ให้เสียคุณภาพลง จะคอยบังคับจัดการให้เราเลือกทำแต่สิ่งที่เลวร้าย ฟังแต่สิ่งที่เลวร้าย
พูดแต่สิ่งที่ไม่ดี ดูก็แสวงหาดูแต่สิ่งที่ไม่ดี จะวนเวียนอยู่แต่ในกระแสของกรรม
กระแสของความชั่วอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

บุญและบาปที่เราทำลงไปนั้น มันจะฝังแน่นอยู่ในจิตในใจของเรา
จะตามติด ติดตามเราไปทุกวินาที จะคอยโอกาสคอยหาจังหวะ ที่เหมาะ
ที่พร้อม เมื่อมีความพร้อม มีโอกาสพร้อม คล้ายกับการผสมตัวยา
พอได้ที่ก็จะออกฤทธิ์ออกผล  ระเบิดเวลาก็จะระเบิดทันที เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้

พวกเรารู้แก่ใจตัวเองแล้วมิใช่หรือว่า กิเลส
และบาปกรรมที่พวกเราได้เคยพลาดสร้างกันมา
ก็มีมากมาย ลบล้างไม่มีวันหมดวันสิ้นอยู่แล้ว
พวกเรายังจะต้องไปแสวงหาเพิ่มให้มันมี ให้มันมากขึ้นอีกทำไมกัน
น่าจะหยุดได้แล้ว หัดฝืน หัดสละละวางบ้าง ก็น่าจะดี

พวกเรายังชอบไปฟังสิ่งที่ไม่ดี ยังชอบไปดูแต่สิ่งที่ไม่ดี
ไปสัมผัสสิ่งที่ไม่ดีกันอีกทำไม บางคนยังแสดงความโกรธ
ความเกลียดอยู่อีก รู้หรือเปล่าว่านั้น คือการเพิ่มพลังงานให้กับกิเลสมัน
เพาะเชื้อให้มัน ทำไม่ดีครั้งหนึ่งก็เหมือนเราเอาอาหารให้กับงูพิษกินครั้งหนึ่ง
มันก็มีชีวิตอยู่ต่อ ได้ หากเกิดมันหลุดออกมาได้เมื่อไร
เราควบคุมมันไว้ไม่ได้ เรามีแต่ตายอย่างเดียว

โลกส่วนโลก เขาส่วนเขา เราส่วนเรา
เราตาดีก็รีบเดินไปก่อน เราขาดีก็รีบวิ่งไปก่อน
ก้มหน้าก้มตาทำไป มัวมองคนโน้นที คนโน้นที รอคนโน้นที
คนนี้ที ก็ตายกันหมด งานก็ไม่จบ ไม่เสร็จ ไม่สิ้นสักที

คนอื่นเขาได้เลือกเส้นทางสำหรับเขาแล้ว ว่าเขาควรจะเดินทางเส้นไหน
พวกเราก็ให้เลิกเส้นทางของพวกเรา ว่าเราจะเลือกเดินทางเส้นไหน

พวกเราจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไรดี จะอยู่อย่างประมาทหรือไม่ประมาทดี
พวกเราจะปล่อยชีวิตให้มันอยู่อย่าวโง่ๆ หรือจะพยายามพัฒนาหาความรู้
จะเร่งเรียน เร่งปฏิบัติ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญาให้มากยิ่งๆขึ้นไป
ก็ให้เลือกเอาใครจะมาบังคับใครไม่ได้

"ชีวิตเรา เราเลือกเอง"

หากวันนี้ มีคำถาม ถามพวกเราว่า
บัดนี้พวกท่านทำอะไรอยู่ ?

พวกเราจงพากันตอบด้วยความมั่นใจ อย่างเต็มเสียงว่า
บัดนี้พวกเราคิดถึงพระพุทธเจ้าอยู่ เดินตามรอยเท้าท่านอยู่


 
 
 
ดูแล แก้ไข พัฒนา โดย
วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร เมืองกริฟฟิน รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
Wat Phramahajanaka 498 Steele Road. Griffin Georgia 30223-6374 U.S.A.
Tel.(678) 692-8384,(404) 717-5104
http://www.watphramahajanaka.org E-mail :: info@watphramahajanaka.org
สรรพสิ่งใดๆในเว็ปไซต์นี้ ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเพื่อธรรมทานโดยชอบธรรมทั้งสิ้นแล