คำว่า บุญ เป็นคำที่ชาวพุทธคุ้นหูรู้จักมักได้ยินกันมากที่สุด
ไม่ว่าในวัดนอกวัด คนมักจะพูด ถึงเสมอ
คำว่า บุญ โดยความเข้าใจกันทั่วไปแบบพื้นฐานธรรมดาสามัญชน
ก็เข้าใจกันว่าเป็นเรื่องของความดี
เป็นเรื่องของการทำความดี เรื่องของความถูกต้องเสียส่วนมาก
แต่จะให้เข้าใจกันแบบลึกซึ้ง และปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างแท้จริง
เอาจริงเอาจังกับบุญดูจะมีน้อยคนยิ่งนัก
สาเหตุก็เพราะความไม่รู้ไม่เข้าในเรื่องบุญนั้นเอง
กฏความจริงของธรรมชาติ
ที่มีกฏตายตัวอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า
เมื่อไม่รู้ ย่อมไม่เข้าใจ
เมื่อไม่เข้าใจ ย่อมทำไม่ถูกต้อง
เมื่อทำไม่ถูกต้อง ย่อมเกิดการผิดพลาด
เมื่อเกิดความผิดพลาด ผลดีที่จะได้รับก็ย่อมไม่เกิดขึ้น
เรื่องบุญก็เช่นเดียวกัน
เมื่อไม่รู้ว่าอะไรคือบุญ ? อะไรเป็นบุญ ? บุญต้องทำอย่างไร ?
บุญให้ผลแก่เราอย่างไร ? ชีวิตเรามีความเกี่ยวข้องกับบุญอย่างไรบ้าง?
ก็ย่อมเป็นต้นเหตุให้ไม่เข้าใจในเรื่องบุญว่า เราต้องทำอย่างไร และทำไปเพื่ออะไร
และเมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็ทำให้ไม่อยากทำ ถ้าเกิดจะทำ ก็กลับทำแบบไม่ถูกต้อง
ทำตามแบบความเชื่อของตัวเอง และความเชื่อที่สืบๆกันมา ไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณา
ใช้เพียงแค่ความเชื่อเพียงอย่างเดียว เมื่อทำไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการทำบุญ
ก็ทำให้เกิดการผิดพลาดได้ มีผลเสียหายได้ ได้บุญก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ประโยชน์
หรือ อานิสงส์ ผลที่เราต้อง หรือสิ่งที่น่าจะได้ก็ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้กระมัง
ที่เรามักได้ยินเสมอๆ ว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำบุญไม่ได้บุญ
ความจริงแล้ว คำว่า บุญ เป็นเรื่องยากยากที่จะอธิบาย
ให้คนเข้าใจได้โดยง่ายว่า ความหมายที่แท้จริง คืออะไร
เราจะต้องทำไปเพื่ออะไร ทำไมต้องทำด้วย ทำแล้วมีผลเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง
เรื่องบุญ เป็นเรื่องของคนที่มีอุปนิสัยวาสนา
หรือเรียกภาษาเข้าใจกันง่ายๆว่า “มีเชื้อ”
ในทางนี้เท่านั้นที่อาจจะพอเข้าใจได้บ้าง
แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีอุปนิสัยหรือมากไปด้วยวิบากกรรมด้วยแล้ว
หมดปัญญาที่จะบอกให้เข้าใจได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็โปรดบุคคลเหล่านี้ไม่ได้
ก็ต้องปล่อยเลยตามกรรม แล้วแต่เวรแล้วแต่กรรม อย่างที่พระพุทธเจ้าต้องปล่อยให้
พระเทวทัตก็ดี นางกิญจมาณวิกาก็ดี พระเจ้าสุปปะพุทธะก็ดี
ให้ถูกธรณีสูบไปเสวยวิบากกรรมที่อเวจีมหานรก
ท่านผู้รักบุญทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลย
ที่จะบอกให้คนตาบอดรู้ถึงลักษณะของสีแต่ละสีได้
ฉันใดก็ฉันนั้น
การที่จะอธิบาย หรือบอก คำว่า บุญ ให้คนใจบอดเข้าใจให้ได้
ก็หมดสิทธิ์เช่นกัน
“พ่อแม่มีพระคุณนะ ชีวิตเราต้องทำแต่ความดีนะ ต้องไหว้พระสวดมนต์ทุกวันนะ
ต้องฝึกนั่งสมาธินะ จงอย่าสร้างเลยบาปกรรม อย่าทำเลยความชั่ว
หมั่นทำบุญบ้าง ชีวิตเราต้องพึ่งบุญเท่านั้นนะ มีบุญแล้วมีทุกอย่าง
หมดบุญแล้วหมดทุกอย่าง ฯลฯ”
ประโยคเหล่านี้คือ ประโยคที่น่ารำคาญ น่าเบื่อ
เป็นคำพูดที่ไร้สาระสำหรับพวกเขาทั้งสิ้น
ท่านผูัรักบุญทั้งหลาย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“เมื่อไม่มีบุญ ความฉิบหายแห่งสมบัติทั้งหลายย่อมบังเกิดขึ้น”
“ผู้มีปัญญาไม่พึงประมาทในเรื่องบุญ ควรทำบุญนั้นบ่อยๆ”
เป็นพระพุทธวจนะที่น่าคิด พระองค์ตรัสประโยคนี้เพื่อให้พระองค์ได้รับผลประโยชน์
หรือว่าเพื่อประโยชน์ของผู้ทำ เป็นเรื่องที่เราต้องคิด
เคยคิดหรือไม่ว่า ที่เราไปรับจ้างทำงานนั้น เพื่อประโยชน์แก่โรงงาน
หรือว่าเพื่อประโยชน์แก่เรา คงไม่มีใครตอบนะว่า เพื่อประโยชน์แก่โรงงาน
เพราะถ้าทำเพื่อประโยชน์แก่โรงงาน เราต้องไม่รับเงินค่าจ้าง
แต่นี่เรายังรับเงินค่าจ้างจากโรงงานก็แสดงว่า
เราต้องเห็นในผลที่เราจะได้รับ เราจึงต้องทำ
แม้เจ้าของโรงงานเองก็เช่นเดียวกัน เขาจ้างเราเขาก็ไม่ได้เห็นแก่เราผู้ทำงาน
เขาก็เห็นประโยชน์ของเขามาก่อนทั้งสิ้น เขาถึงได้จ้างเรา
บุญก็เช่นกัน ที่เราต้องทำ ก็ทำเพื่อตัวเรานั้นเอง ไม่ได้ทำเพื่อคนอื่น
แต่เมื่อเราได้รับผลบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้น ก็เป็นเหตุให้คนอื่น
ได้รับผลดีตามมาโดยอัตโนมัติไปด้วย เหมือนเราได้เงินมา
ก็เป็นผลดีต่อคนในครอบครัว อย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยเหตุนี้ บุญจึงเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต
เพราะบุญคือต้นเหตุที่ทำให้คนใกล้ชิดเราเป็นคนที่โชคดีที่สุด
มีความสุขที่สุด
คนบุญไม่ว่าเขาจะไปอยู่ ณ ที่ไหน หรือต้องไปเป็นสมบัติของใคร
ผลที่จะเกิดขึ้นก็มีแต่เรื่องที่ดีๆทั้งนั้น
“วันนี้เราทำใจให้เป็นบุญ เพื่อคนที่คุณรักแล้วหรือยัง” |