บทภาวนาเพาะปัญญา


บทภาวนาที่จำเป็นต้องเรียนรู้ รีบด่วนที่สุด
สำหรับผู้ปรารถนาอยากอยู่อย่างมีความสุขที่สุดในโลกใบนี้

บทภาวนาเพาะปัญญาบทภาวนา
เพื่อความเจริญงอกงามแห่งปัญญาภาวนา

ขอมอบบทภาวนาเพาะปัญญานี้แด่…
ท่านผู้หวังความเจริญงอกงามแห่งศีล สมาธิ ปัญญา
มรรคผลนิพพานทุกรูป ทุกนาม
ไว้สำหรับภาวนาเพื่อความดับทุกข์

บทภาวนาเพาะปัญญาทุกบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อการบ่มเพาะสติ บ่มเพาะปัญญา
ไว้สำหรับภาวนาเตือนจิต สอนใจ อบรมใจตัว
เพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา มีความรู้ ความเข้าใจ
ในกฏของธรรมชาติ ตามสภาวะความเป็นจริง
ของสรรพสิ่งทั้งหลาย ว่ามีความเป็นไปอย่างไร
จะได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุขที่สุด
และเพื่อจะได้เป็นบาท เป็นฐาน
ในการศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจ
ในหลักคำสอนเกี่ยวกับเรื่องของการภาวนา
ตามแนวแห่งพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ขอจงตั้งใจอ่านบทภาวนาเพาะปัญญานี้ให้ดี
จงอ่านอย่างมีสติ มีสมาธิ เพ่งพินิจพิจารณา
ตามไปในแต่ละบท แต่ละตอน
ให้ละเอียดอย่างรอบคอบ แยบคาย
เทียบเคียง น้อมเข้ามาพิจารณาในตัวเรา
ให้เกิดปัญญา เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง
ในบทภาวนาทุกบทนี้ให้ได้

เพราะถ้าหากว่า อ่านลอยๆ อ่านแบบไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ
ไม่ได้น้อมจิต นำมาพินิจพิจารณาตามไปให้ดี
ก็อาจจะไม่เข้าใจในบทภาวนาทั้งหลายเหล่านี้
เพราะบทภาวนาทุกบทนี้
เป็นภาษาธรรม เป็นภาษาของการปฏิบัติ การภาวนา
ผู้ที่ไม่เคยเข้าวัด หรือว่าเข้าวัดแล้ว
แต่ไม่มีโอกาสเพื่อการศึกษาธรรม การปฏิบัติธรรม
เรียนรู้เรื่องพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ก็จะไม่เข้าใจว่าพูดถึงเรื่องอะไร
ควรอ่านพิจารณาให้ได้ทุกวัน
อ่านให้ได้บ่อยๆจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อจิต ต่อใจ
เป็นเหตุให้เข้าใจในอรรถ ในธรรม ได้ง่ายยิ่งขึ้น
จะทำให้มีสติ เกิดความรู้ สามารถตามรู้ ตามดู ตามเห็น
และเข้าใจในสัจธรรมได้เป็นอย่างดี

และก็ควรพยายามจดจำไว้ให้ได้ด้วย จะเป็นการดี
เวลาว่างๆ จะได้ใช้ภาวนาได้โดยไม่ต้องดูหนังสือ
นึกจะภาวนาเวลาใด ก็ภาวนาได้ทันที

บทภาวนาเพาะปัญญาทุกบทนี้
ไม่ใช่ตัวปัญญา ไม่ใช่ตัวยา
เป็นเพียงสูตรยา สูตรหนึ่ง ในอีกหลายๆ สูตร
หรือไม่ก็เป็นเพียงปลายของหนามแหลมๆ เล็กๆ
ที่ไว้สำหรับสะกิดหัวฝีให้แตกออกเท่านั้นเอง

ความจริงแล้ว คนทุกคนนั้น
ล้วนเป็นผู้ที่มีสติ มีปัญญา ดีอยู่แล้ว
แต่ว่ายังไม่สามารถนำสติ นำปัญญานั้นออกมาใช้ได้
เพราะเหตุว่ายังมีเวร มีกรรม
บดบัง ปิดกั้นสติ ปัญญาของเราอยู่
พูดง่ายๆ ก็ คือว่ายังไม่ได้ฝึก ได้หัด
ยังไม่มีเหตุ ยังไม่มีปัจจัยเป็นตัวช่วยนั่นเอง

เพราะฉะนั้น บทภาวนาเพาะปัญญาทุกบทนี้
คงจะเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นตัวช่วยอีกแรงหนึ่ง
ที่จะก่อให้เกิดมรรค เกิดผล เกิดสติ เกิดปัญญา
พบแสงสว่างทางธรรมให้แก่ผู้ที่ได้อ่าน และพิจารณา
ได้ศึกษา และปฏิบัติตามอย่างดีแล้วเป็นอย่างแน่นอน

หรือไม่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ก็อาจเป็นได้
ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีเหตุ มีปัจจัยเป็นตัวตัดสินทั้งสิ้น
ขอจงตั้งใจอ่านอย่างมีสติ อย่างมีสมาธิ
ใช้โยนิโสมนสิการ ปัญญาพิจารณาโดยความแยบคาย
ใคร่ครวญให้ชัด ไปในแต่ละบท สืบต่อไป

๏ บทภาวนาก่อนออกจากบ้านเพื่อไปวัด

บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนา
เพื่อให้มีสติ เกิดปัญญาให้เรารู้
เราเข้าใจว่า การที่เราจะไปวัด
ในแต่ละครั้งนั้นไปทำไม?
ไปเพื่อประโยชน์อะไร?
ไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง?

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
ชีวิตนี้เป็นไป เพื่อพัฒนา
ศึกษาพระธรรม
น้อมนำปฏิบัติ ฝึกหัดกัมมัฏฐาน
มรรคผลนิพพาน รอเราไปหา

ไปเถิดกายใจ ไปวัดไปวา
ชีวิตเราเกิดมา อย่าให้เสียชาติเกิด
พุทธธรรมล้ำเลิศ ควรเสาะแสวงหา

ไปเถิดกายใจ ไปหาปัญญา
ธาตุขันธ์เกิดมา เพื่อสร้างบารมี

ไปเถิดกายใจ ไปหาความดี
ชีวิตเรานี้ เป็นสิ่งมีค่า
อย่ามัวหลงบ้า เชื่อตามกิเลส
มันน่าสมเพช ถูกกิเลสจับขา
ปิดหู ปิดตาหลอกพาให้หลง มึนงงกายา
ขี้เกียจขึ้นมา ก้าวขาไม่ไป

ไปเถิดกายใจ ไปวัดไปวา
อย่ามัวหลงบ้า สมบัตินอกกาย
หลงลูก หลงหลาน
หลงกาล หลงวัย หลงในตัณหา
บุญหมดขึ้นมา น้ำตาตกใน
ไปวัดครั้งนี้ กิเลสมีที่ใจ
ดับสูญสิ้นไป สุขแท้แน่เอย ฯ

๏ บทภาวนาขณะกำลังเดินทางไปวัด

บทภาวนาบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
น้อมพิจารณาสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ
ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา
และพิจารณาความเป็นไปในแต่ละชีวิต
ของแต่ละคนในโลกนี้รวมทั้งตัวเรา
ให้เห็นตามความเป็นจริง

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
ต่างคนต่างไป แสวงหาต่างกัน
หาสุข นอกกาย อยากได้เร็วพลัน
แบกธาตุ แบกขันธ์ แสวงหากันไป
สุขแท้ สุขเทียม
เผาไหม้ใจเกรียม หิวโหย เรียกหา
หลงโลกมายา หลงบ้ากันไป
ไม่รู้จักพอ ก่อกรรมทำชั่ว
หลงเห็นแก่ตัว ใจมัวหมองหม่น
ทนทุกข์เวทนา วิ่งหาจนตาย
ตัวกู ของกู มีอยู่มากมาย
ดิ้นรนให้ได้ หามาทำไม
ได้มามีสุข หมดสนุกทุกข์พลัน
เวียนว่ายตายกัน วันๆ แค่นี้

รู้กาย รู้ใจ
ธาตุขันธ์อาศัย สมบัตินอกกาย
หลงโลกมานาน สังขารปรุงแต่ง
ยื้อแย่งแข่งดี อยากได้ อยากมี
อยากดี อยากเป็น
อยากรู้ อยากเห็น เป็นอยู่แค่นี้
ไม่พ้นสักที โลกีย์วิสัย
เกิดแก่ตายไป เป็นทาสตัณหา
นึกๆ น่าขำ หลงกำไว้แน่น
คิดว่าแก่นสาร ถูกมารบังตา
พาให้วุ่นวาย สิ้นสุดไม่ได้
กิเลสหนอกิเลสคน

อวดตนว่าดี อวดมีความเก่ง
อวดเฮง อวดรวย อวดสวย อวดหล่อ
บ้าบอพอกัน มันช่างน่าขัน หลอกใจกันเอง

รู้กาย รู้ใจ
ธาตุขันธ์อาศัย สมบัตินอกกาย
อย่าได้ยึดติด หลงผิดทางไป
ใจโลภ ใจหลง รีบปลง
รีบละ รีบสละ รีบวาง
เดินทางมรรคผล หาความหลุดพ้น
ดับความวุ่นวาย รีบตายก่อนตาย
ชาตินี้สุดท้าย อย่าเกิดอีกเลย ฯ

๏ บทภาวนาเมื่อเดินทางไปถึงวัดแล้ว

บทภาวนาบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ได้เตรียมตัว เตรียมใจ วางท่าทีให้ถูกต้อง
ว่าเมื่อเราไปถึงวัดแล้ว
ควรจะทำกาย วาจา ใจของเราแบบไหน
เพื่อจะได้เกิดมรรค
เกิดผลเกิดบุญ เกิดกุศลสูงสุด

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
ถึงวัดสงบใจ สำรวมวาจา
ตัดความกังวล ต่างๆ นานา
ปิดหู ปิดตา ค้นหาตนเอง

กำหนดรู้ให้ทัน ปัจจุบันกายใจ
อิริยาบทน้อยใหญ่“ หนอ” ไว้ได้บุญ
ต้นทุนปัญญาอย่าเบื่อ อย่าบ่น
อย่าผิด อย่าพลาด อย่าพลั้ง อย่าเผลอ
อดทนได้เจอ พระธรรมศักดิ์สิทธิ์
ออกฤทธิ์เป็นสุข พ้นทุกข์ ได้จริง
สลัดทิ้งโลกีย์

วัดนอก วัดใน วัดกายใจนี้
ให้เห็นความดี อย่าหลงมัวเมา
ไม่โง่ ไม่เขลา ในโลกมายา
เลิกบ้าตัวเอง เกรงกลัวบาปกรรม
เดินตามพระธรรม นำชีวิตพ้นภัย
ในดงวัฏฏะ ชนะมารชั่วร้าย
ฝึกกาย ฝึกใจ ให้สิ้นกิเลส เข้าเขตนิพพาน
ดับทุกข์ทรมาน ทั้งกายทั้งใจ ฯ

๏ บทภาวนาขณะที่ขี้เกียจ
ไหว้พระสวดมนต์เจริญภาวนา

บทภาวนาบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ยกจิต ยกใจของเราให้มีพลังศรัทธา
พลังปัญญา พลังความเพียรเกิดขึ้น

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
จิตตก เสื่อมไป ไม่อยากภาวนา
ขี้เกียจขึ้นมา หาบาปใส่ตัว
จิตไหลไปชั่ว ปล่อยตัวตกต่ำ
ไม่เชื่อบุญกรรม ที่เคยทำมา
หารู้ไม่ว่า ตัวเองใกล้ตาย

จิตเสื่อม กายเศร้า
เฝ้าดูให้เห็น เป็นความไม่แน่
พลิกจิต คิดแก้ ดับตัวตัณหา
บาปบุญมีอยู่ รู้ด้วยปัญญา
ยกจิตศรัทธา เข้าหาพระธรรม
จิตตก จิตต่ำ เพราะกรรมตัดรอน
รีบสั่ง รีบสอน อบรมใจตัวให้กลัวอบาย
กลัวตายเดี๋ยวนี้ กลัวมีปัญหา
กลัวทุกข์ตามมา รักษาไม่ทัน
ฝืนเถิดธาตุขันธ์ ต้องขยันภาวนา
น้อมจิตศรัทธา ไหว้พระสวดมนต์
เพื่อมรรค เพื่อผล ต้นทุนความสุข
พ้นทุกข์ พ้นกรรม นำตนพ้นภัย
ชีวิตดีมีชัย สุขแท้แน่เอย ฯ

๏ บทภาวนาก่อนฝึกสติ เจริญภาวนา

บทภาวนาบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
เพื่อเตรียมตัว เตรียมใจ
ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ
เกิดกำลังจิตกำลังใจ
ก่อนเริ่มการปฏิบัติพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
ตั้งอก ตั้งใจ เจริญสติภาวนา
เกิดมาชาตินี้ มีบุญมากหนา
ได้รู้ภาวนา รักษาใจตน
ให้พ้นอบายดับความวุ่นวาย จากกิเลสตัณหา
ไม่ต้องเป็นบ้า ตามมันทุกวัน

รู้กาย รู้ใจ
อดทนฝึกไป พากเพียรภาวนา
อย่าหยุด อย่าท้อ สู้หนอ ยอมตาย
สำเร็จให้ได้ ก่อนตายวันนี้

รู้กาย รู้ใจ
กำหนดรู้ดูไป ในทุกๆ สิ่ง
หาใช้ความจริงทุกสิ่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สมมติกันมา เป็นนั่นเป็นนี่
จงดูให้ดี กิเลสนี้ฉลาดล้ำ
เพลี่ยงพล้ำเราแย่ ตายแน่แพ้มัน

รู้กาย รู้ใจ
กำหนดชัดลงไป หนอไว้ให้ทันปัจจุบัน
ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ทันที ปัญญาดีแน่เอยฯ

๏ บทภาวนาก่อนนอน ขณะอาบน้ำ
ขณะนั่งเล่น เดินเล่น

บทภาวนาบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
เพื่อการปล่อยละ ปล่อยวาง
ในธาตุ ในขันธ์ สังขารร่างกาย
ให้เห็นตามความเป็นจริงของชีวิต

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
ธาตุขันธ์อาศัย หาใช่ตัวตน
ทนอยู่มันไป หลงได้มันมา
มีเชื้อตัณหา ติดมานุงนัง
รอผุ รอพัง อนิจจังเปลี่ยนไป
อย่าหลงใยดี มันคือธาตุสี่
มีขันธ์ห้าขันธ์แบกกันมานาน
หลงอุปาทาน ว่าเป็นตัวกู
จงดูให้เห็น เป็นเพียงธาตุสี่ หามีอะไร
ดินน้ำลมไฟ ปรุงแต่งทิ้งไว้เป็นตัวเป็นตน
หลงอยู่ตั้งนาน ว่าสวย ว่างาม
ความจริงของเหม็นเห็นกันหรือไม่
แก่เด็กตายไป ไม่เหลือสักราย
ตามดูให้เห็น เป็นเนื้อ เป็นหนัง
เป็นรังแห่งโรค ทุกข์โศกมีมา
ต้องตามรักษา ดูแลมันไป

เบื่อหน่ายบ้างไหม โทษภัยธาตุขันธ์
บางวันแข็งแรง ไม่แสดงให้เห็น
ความเป็นทุกขัง ยืน เดิน นอน นั่ง
ดูขลัง ดูดี อย่าหลงยินดี ในภาพมายา
ทุกขังซ่อนอยู่ รู้ไว้บ้างหนา อย่าบ้าตามมัน
รีบเตือนใจตัว อย่าหลงขันธ์ชั่ว
ว่าเป็นสิ่งดีไม่นานเป็นผี แตกดับสูญไป
อย่าหลงเข้าใจ ว่าเป็นตัวกู
เกิดมาให้รู้ ว่ามามือเปล่า
ตายไปก็เน่า เหม็นเข้าเตาไฟ
ไม่มีอะไร ติดตามตัวไป
ชั่วรู้แก่ใจ สั่งสมบุญไว้ จะไม่ตายฟรี ฯ

๏ บทภาวนาขณะรับประทานอาหาร

บทภาวนาบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
เพื่อการปล่อยละ ปล่อยวาง
ในเรื่องการกินการอยู่
จะกินอยู่ได้มีความสุขให้ง่ายขึ้น
จะได้เข้าใจว่า เรากิน เราอยู่
อยู่เพื่ออะไร กินไปทำไม?

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
กินไปกำหนดรู้ ตามดูใจอยาก
ทั้งลิ้น ทั้งปาก ในรสมายา
ดิน น้ำ ไฟ ลม ผสมกันขึ้นมา
มีรสโอชา หลอกตา หลอกใจ
เคี้ยวไปใจรู้ ตามดูให้ทัน
เพียงเพื่อธาตุขันธ์ สวดมนต์ภาวนา

กินเพื่อกิเลส เป็นเปรตทันตา
กินตามตัณหา ตกนรกทั้งเป็น

เคี้ยวหนอ รู้หนอ เห็นหนอ พอใจ
กลืนไป ตามรู้ หยิบจับ ขยับรู้
ตามดูให้ทัน รสดี รสมัน
รสเปรี้ยว รสหวาน
ตั้งอยู่ไม่นาน เสื่อมสลายหายไป
ติดอก ติดใจ เกิดชอบ เกิดชัง
นามรูปทุกขัง อนิจจังเปลี่ยนไป

กำหนดดูให้ดี ในรสตัณหา
ติดกันจนบ้า สิ้นเปลืองเวลา
แสวงหาของกิน ไม่จบ ไม่สิ้น ทุกวี่ทุกวัน
อาหารมื้อนี้เป็นมื้อมหัศจรรย์
กินกันเพื่ออยู่ เรียนรู้ภาวนา
ไม่อยู่เพื่อกิน ตามลิ้นตัณหา
กินเพื่อปัญญา มรรคผลนิพพานฯ

๏––––––––––๏

๏ บทภาวนาขณะที่มีความทุกข์ มีปัญหาชีวิต

บทภาวนาบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
เพื่อความเข้าใจในกฏแห่งความเป็นจริงว่า
ชีวิตคนเรานั้น ย่อมมีความทุกข์เป็นธรรมดา
และจะได้เข้าว่า
ความทุกข์ที่แท้จริงนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร
มีอะไรเป็นสาเหตุ เป็นต้นเหตุ ต้นปัญหา
จะได้ปล่อยละ ปล่อยวาง
แยกแยะให้ถูก เข้าใจให้ถูกต้อง
เพื่อการแก้ปัญหาที่ถูกจุด
ถูกวิธี ตามหลักธรรมฯ

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
ทุกข์ภัยมีมา ปัญหาหนักอก
ดวงตก เสียใจ
กำหนดรู้ดูไป ในความเป็นจริง
ทุกสิ่งเช่นนี้ อยู่ที่ผลกรรม ที่เคยทำมา
หลีกหนีไม่พ้น ทุกคนถึงตา หาพ้นสักราย

รู้กาย รู้ใจ
กำหนดชัดลงไป ภายในดวงจิต
คิดฟุ้ง คิดกลัว คิดชั่ว อึดอัด
ติดข้อง ติดขัด น้อยอก น้อยใจ
เรียกร้อง ร่ำไห้ เสียอก เสียใจ

กำหนดดูให้ดี อย่ามีคำบ่น ตัดพ้อต่อว่า
อดทนภาวนา เฝ้ารู้มันไป หาใช่ตัวเรา
อย่าเหมารวมกัน แยกธาตุ แยกขันธ์
แยกรูป แยกนาม ตามความเป็นจริง
สลัดทิ้ง ปล่อยวาง พบทางแก้ไข
สุขใจทันที ฯ

๏ บทภาวนาก่อนทำบุญ สร้างบารมี

บทภาวนาบทนี้ เป็นบทภาวนา
เพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ให้รู้ ให้เข้าใจ
ในเรื่องการทำบุญ
และวิธีการทำบุญที่ถูกต้อง
และจะได้เข้าใจว่า
การทำบุญนั้น เราทำไปเพื่ออะไร?

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
บุญนี้ทำไป ด้วยใจบริสุทธิ์
บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
จิตเจตน์จำนงตรงต่อนิพพาน
ชำระสันดาน กิเลสมารตัณหา
ที่ติดตัวมา มีบาปอกุศล
ในตัวในตน ในจิตในใจ
ให้สูญสิ้นไป ฉับพลันทันที

รู้กาย รู้ใจ
วันนี้ทำบุญ เพิ่มทุนบารมี
เพื่อให้เหนือดี ด้วยจิตศรัทธา
ไม่ทำเอาหน้า เอาศักดิ์ เอาศรี
เอาเกียรติ เอากาม เอาความมั่งมี
เอาดีตามพวก เอาสะดวกตามใจ
หลงใหลเสน่หา อกุศลนำพา มีตัวมีตน

รู้กาย รู้ใจ
วันนี้ทำบุญ ทำด้วยปัญญา
หวังหามรรคผล
เพื่อความหลุดพ้น เข้าสู่นิพพาน
ดวงจิตเบิกบาน สะอาดกาย สว่างใจ
สุขสงบทันที ฯ

๏ บทภาวนาเวลาเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย

บทภาวนาบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
ให้มีความรู้ ความเข้าใจ
ในกฏความจริงของสังขารร่างกายว่า
คนเรานั้น ต้องมีเจ็บ มีป่วยเป็นเรื่องธรรมดา
จะได้ทำใจได้ เมื่อเวลาเป็นผู้ป่วย
และก็จะได้เป็นผู้ป่วยที่มีสติ มีปัญญา
เจ็บป่วยได้อย่างมีความสุขที่สุดฯ

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
ธาตุขันธ์เป็นไป
โรคภัย ถามหา
ป่วยไข้ธรรมดา หาพ้นสักราย
ป่วยน้อย ป่วยหนัก รักษากันไป
แก้ไขอาจหาย ตายไปก็มี ดีได้ก็เห็น
เช้าสายบ่ายเย็น เป็นกันทุกวัน
หาเลือกชนชั้น ป่วยกันทั้งปี
หลีกหนีไม่พ้น เป็นกันทุกคน
แล้วแต่ผลกรรม และเหตุปัจจัย
ที่ส่งผลให้ เป็นไปเช่นนี้
ไม่มีต่อรอง ทดลองเล่นดู

รู้กาย รู้ใจ
กายป่วย ใจรู้ ให้อยู่แค่กาย
ใจอย่าวุ่นวาย ป่วยไปตามมัน
กายป่วยป่วยไป ใจนั้นรับรู้
มองดูให้เห็น อย่าเป็นตัวเรา
อย่าเศร้าเสียใจ หงุดหงิด ผิดใจ
ร้องห่ม ร้องไห้ ตีโพยตีพาย
โทษนั่น โทษนี่ อยากหาย อยากดี
อยากหนีมันไป อยากไล่มันหนี
คุมใจให้ดี อย่ามีผูกพัน
กายนี้ปล่อยมัน ธาตุขันธ์รถรา
มีผุ มีพัง อนิจจังของแท้ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปร
ต้องแก่ ต้องตาย ต้องเจ็บ ต้องเป็น
อย่าเห็นผิดไป ในกฏความจริง
ทุกสิ่งเช่นนี้ มีวันเสื่อมสลาย
เกิดได้ ตายได้ เป็นได้ หายได้
หน้าที่ของมัน

รู้กาย รู้ใจ
ธาตุขันธ์ป่วยไป ใจนั้นเฝ้ารู้
ดูความเกิดดับ ปรับจิตปรับใจ
ให้ปลง ให้ละ ให้สละ ให้วาง
สู่ทางสงบเย็น
เป็นเพียงธาตุรู้ เฝ้าดูปล่อยมัน
ธาตุขันธ์อนัตตาอย่าบ้ายึดมั่น
เจ็บไข้ หายพลัน สุขได้ทันที
ไม่มีป่วยเลย ฯ

๏ บทภาวนาเตรียมตัวก่อนตาย

บทภาวนาบทนี้
เป็นบทภาวนาเพื่อให้มีสติ เกิดปัญญา
เพื่อเจริญมรณสติ เตรียมตัวก่อนตาย
เป็นการซ้อมตาย ฝึกตาย ก่อนตายจริง
จะได้ตายอย่างมีความสงบ อย่างมีสติ
มีความสุขที่สุดฯ

๏––––––––––๏

รู้กาย รู้ใจ
หลับตาลาโลก ไม่โศกไม่เศร้า
หาใช่ตัวเรา นั่นคือความจริง
สละทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางธาตุขันธ์
ดูมันแตกสลาย เกิดได้ ตายได้
เช่นนี้ทุกคน หลีกหนีไม่พ้น ทุกคนต้องตาย

รู้กาย รู้ใจ
ปิดตาลาตาย ดับจิตวุ่นวาย
กลัวตายรู้ทันปัจจุบันเป็นไป
ในกฏไตรลักษณ์แตกหักวันนี้
ตามดูให้ดี ไม่มีใครตาย

รู้กาย รู้ใจ
กำหนดจิตดับไป สงบใจทันที
อย่ามีห่วงใย ในโลกตัณหา
อยากอยู่ อยากมา อยากหา
อยากเป็น อยากเห็น อยากไป
ติดอกติดใจ สลัดทิ้งมันไป
น้อมจิตน้อมใจ ถึงพระนิพพาน

รู้กาย รู้ใจ
สิ้นลมตายไป ดับสนิทสังขาร
ตายหนอ รู้หนอ ก่อทุกข์มานาน
สิ้นสุดอวสาน ตามกาลเวลา
ตถตา ปล่อยวาง ตามทางของมัน
ธาตุขันธ์สุญญตา ลาแล้วของกู
คืนสู่ธาตุเดิม ฯ

๏ ประมวลธรรมคำศัพท์ในบทภาวนาเพาะปัญญา

(อ้างอิงจาก: พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ฉบับประมวลธรรมและประมวลศัพท์)

๏ ก

๏ กรรม
กรรม ๒ แปลว่า (การกระทำ, การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา
ทางกายก็ตามทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม – action; deed)
๑. อกุศลกรรม (กรรมที่เป็นอกุศล, กรรมชั่ว, การกระทำที่ไม่ดี
ไม่ฉลาด ไม่เกิดจากปัญญา ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต
หมายถึง การกระทำที่เกิดจากอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ หรือโมหะ
– unwholesome action; evil deed; bad deed)

๒. กุศลกรรม (กรรมที่เป็นกุศล, กรรมดี,
การกระทำที่ดี ฉลาด เกิดจากปัญญา ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตจิตใจ
หมายถึง การกระทำที่เกิดจากกุศลมูล คือ อโลภะ อโทสะ หรืออโมหะ
– wholesome action; good deed)

กรรม ๓ แปลว่า (การกระทำ, การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา
ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม — action; deed)
๑. กายกรรม (กรรมทำด้วยกาย, การกระทำทางกาย — bodily action)
๒. วจีกรรม (กรรมทำด้วยวาจา, การกระทำทางวาจา — verbal action)
๓. มโนกรรม (กรรมทำด้วยใจ, การกระทำทางใจ — mental action)

๏ กรรมฐาน (กัมมัฏฐาน)
กรรมฐาน ๒ แปลว่า ธุระ ๒ (หน้าที่การงานที่พึงกระทำ, กิจในพระศาสนา
– Burden; task; business; responsibility in the Dispensation)
๑. คันถธุระ (ธุระฝ่ายคัมภีร์, กิจด้านการเล่าเรียน
– burden of study; task of learning)
๒. วิปัสสนาธุระ (ธุระฝ่ายเจริญวิปัสสนา, กิจด้านการบำเพ็ญภาวนา หรือเจริญกรรมฐาน
ซึ่งรวมทั้งสมถะด้วย เรียกรวมเข้าในวิปัสสนาโดยฐานเป็นส่วนคลุมยอด
– burden of insight development; task of meditation practice)
กัมมัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน, อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงานของใจ,
อุบายทางใจ, วิธีฝึกอบรมจิต มี ๒ ประเภท คือ
สมถกัมมัฏฐาน อุบายสงบใจ ๑, วิปัสสนากัมมัฏฐาน อุบายเรืองปัญญา ๑

๏ กาม
กาม ๒ แปลว่า (ความใคร่, ความอยาก,
ความปรารถนา, สิ่งที่น่าใคร่น่าปรารถนา – sensuality)
๑. กิเลสกาม (กิเลสที่ทำให้ใคร่, ความอยากที่เป็นตัวกิเลส
– subjective sensuality)
๒. วัตถุกาม (วัตถุอันน่าใคร่, สิ่งที่น่าปรารถนา, สิ่งที่อยากได้,
กามคุณ -objective sensuality)

๏ กุศล
กุศล (อ่านว่า กุ-สน) แปลว่า บุญ, ความดี, ฉลาด,
สิ่งที่ดี, กรรมดีกุศลกรรม แปลว่า (กรรมที่เป็นกุศล, กรรมดี, การกระทำที่ดี ฉลาด
เกิดจากปัญญา ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตจิตใจ หมายถึง การกระทำที่เกิดจากกุศลมูล
คือ อโลภะ อโทสะ หรืออโมหะ – wholesome action; good deed)

กุศลมูล ๓ แปลว่า (รากเหง้าของกุศล, ต้นตอของความดี
— whole some roots; roots of good actions)
๑. อโลภะ (ความไม่โลภ, ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับโลภะ,
ความคิดเผื่อแผ่, จาคะ — non-greed; generosity)
๒. อโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย, ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับโทสะ,
เมตตา — non-hatred; love)
๓. อโมหะ (ความไม่หลง, ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับความหลง,
ปัญญา — non-delusion; wisdom)

๏ กิเลส
กิเลส แปลว่า สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง,
ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์

๏ ข

๏ ขันธ์
ขันธ์ ๕ หรือ เบญจขันธ์ แปลว่า (กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม ๕ หมวด
ที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวม ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นต้น,
ส่วนประกอบ ๕ อย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต
— the Five Groups of Existence; Five Aggregates)
๑. รูปขันธ์ (กองรูป, ส่วนที่เป็นรูป, ร่างกาย พฤติกรรม
และคุณสมบัติต่างๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย, ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด,
สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ — corporeality)
๒. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา, ส่วนที่เป็นการเสวยอารมณ์,
ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ — feeling; sensation)
๓. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา, ส่วนที่เป็นความกำหนดหมาย,
ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖ เช่นว่า ขาว เขียว ดำ แดง เป็นต้น
— perception)
๔. สังขารขันธ์ (กองสังขาร, ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง,
สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ, คุณสมบัติต่างๆ
ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล
อกุศล อัพยากฤต — mental formations; volitional activities)
๕. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ, ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์,
ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ มีการเห็น การได้ยิน เป็นต้น
ได้แก่ วิญญาณ ๖ — consciousness)
ขันธ์ ๕ นี้ ย่อลงมาเป็น ๒ คือ นาม และ รูป;
รูปขันธ์จัดเป็นรูป, ๔ ขันธ์ นอกนั้นเป็นนาม.
อีกอย่างหนึ่ง จัดเข้าในปรมัตถธรรม ๔ : วิญญาณขันธ์เป็น จิต,
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ เป็น เจตสิก,
รูปขันธ์ เป็น รูป, ส่วน นิพพาน เป็นขันธวินิมุต คือ พ้นจากขันธ์ ๕

๏ ต

๏ ตถตา
ตถตา (อ่านว่า ตะถะตา) แปลว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง
ทุกสิ่งมีเหตุ มีปัจจัยให้เกิด ให้ดับ, ความเป็นอย่างนั้น,
ความเป็นเช่นนั้น, ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง
คือเป็นไปตามเหตุปัจจัย (มิใช่เป็นไปตามความอ้อนวอน
ปรารถนา หรือการดลบันดาลของใครๆ)

๏ ตัณหา
ตัณหา ๓ แปลว่า (ความทะยานอยาก — craving)
๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม,
ความอยากได้กามคุณ คือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้งห้า
— craving for sensual pleasures; sensual craving)
๒. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ, ความอยากในภาวะของตัวตนที่
จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป,
ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ — craving for existence)
๓. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ, ความอยากในความพรากพ้นไป
แห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากดับสูญ,
ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
— craving for non-existence; craving for self-annihilation)
ตัณหา ๖ แปลว่า (ความทะยานอยาก — craving)
๑. รูปตัณหา (อยากได้รูป — craving for forms)
๒. สัททตัณหา (อยากได้เสียง — craving for sounds)
๓. คันธตัณหา (อยากได้กลิ่น — craving for odors)
๔. รสตัณหา (อยากได้รส — craving for tastes)
๕. โผฏฐัพพตัณหา (อยากได้โผฏฐัพพะ — craving for tangible objects)
๖. ธัมมตัณหา (อยากได้ธรรมารมณ์ — craving for mental objects)

๏ ไตรลักษณ์
ไตรลักษณ์ แปลว่า (ลักษณะ ๓ ประการ แห่งสังขารธรรมทั้งหลาย
— the Three Characteristics)
๑. อนิจจตา (ความเป็นของไม่เที่ยง — impermanence; transiency)
๒. ทุกขตา (ความเป็นทุกข์ — state of suffering or being oppressed)
๓. อนัตตตา (ความเป็นของไม่ใช่ตน — soullessness; not-self)

๏ ธ

๏ ธาตุ
ธาตุ ธาตุ ๔ แปลว่า (สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง คือมีอยู่โดยธรรมดา
เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีอัตตา มิใช่สัตว์ มิใช่ชีวะ – elements)
ได้แก่ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ
และ วาโยธาตุ คือ มหาภูต หรือ ภูตรูป ๔ นั่นเอง

ธาตุ ๖ (the six elements) ได้แก่ธาตุ ๔
หรือมหาภูต ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ
และ วาโยธาตุ นั้น กับเพิ่มอีก ๒ อย่าง
คือ อากาสธาตุ (สภาวะที่ว่าง โปร่งไป เป็นช่อง
– the space-element)
และ วิญญาณธาตุ (สภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์,
ธาตุรู้ ได้แก่ วิญญาณธาตุ ๖ คือ จักขุวิญญาณธาตุ
โสต~ ฆาน~ ชิวหา~ กาย~ มโนวิญญาณธาตุ
– element of consciousness; consciousness-element)
ธาตุ ๑๘ แปลว่า (สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น
เป็นไปตามธรรมนิยามคือกำหนดแห่งธรรมดา ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล
และมีรูปลักษณะกิจอาการเป็นแบบจำเพาะตัว
อันพึงกำหนดเอาเป็นหลักได้แต่ละอย่างๆ — elements)
๑. จักขุธาตุ (ธาตุคือจักขุปสาท — eye element)
๒. รูปธาตุ (ธาตุคือรูปารมณ์
— visible-data element)
๓. จักขุวิญญาณธาตุ (ธาตุคือจักขุวิญญาณ
— eye-consciousness element)
๔. โสตธาตุ (ธาตุคือโสตปสาท — ear element)
๕. สัททธาตุ (ธาตุคือสัททารมณ์ — sound element)
๖. โสตวิญญาณธาตุ (ธาตุคือโสตวิญญาณ
— ear-consciousness element)
๗. ฆานธาตุ (ธาตุคือฆานปสาท — nose element)
๘. คันธธาตุ (ธาตุคือคันธารมณ์ — odor element)
๙. ฆานวิญญาณธาตุ (ธาตุคือฆานวิญญาณ
— nose-conscious-ness element)
๑๐. ชิวหาธาตุ (ธาตุคือชิวหาปสาท — tongue element)
๑๑. รสธาตุ (ธาตุคือรสารมณ์ — flavor element)
๑๒. ชิวหาวิญญาณธาตุ (ธาตุคือชิวหาวิญญาณ
— tongue-consciousness element)
๑๓. กายธาตุ (ธาตุคือกายปสาท — body element)
๑๔. โผฏฐัพพธาตุ (ธาตุคือโผฏฐัพพารมณ์
— tangible-data element)
๑๕. กายวิญญาณธาตุ (ธาตุคือกายวิญญาณ
— body-consciousness element)
๑๖. มโนธาตุ (ธาตุคือมโน — mind element)
๑๗. ธรรมธาตุ (ธาตุคือธรรมารมณ์
— mental-data element)
๑๘. มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุคือมโนวิญญาณ
— mind-consciousness element)

๏ ผ

๏ ผล
ผล ๔ แปลว่า (ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค,
ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย
ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ
– fruition)
๑. โสดาปัตติผล (ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน,
ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย – fruition of stream-entry)
๒. สกทาคามิผล (ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย
– fruition of once-returning)
๓. อนาคามิผล (ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย
– fruition of non-returning)
๔. อรหัตตผล (ผลคือความเป็นพระอรหันต์, ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย
– fruition of Arahantship)
ผล ๔ นี้ บางทีเรียกว่า สามัญญผล (ผลของความเป็นสมณะ,
ผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรม
– fruits of a monk’s life; fruits of the monkhood

๏ พ

๏ พุทธธรรม
พุทธธรรม แปลว่า
ธรรมของพระพุทธเจ้า, พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า
คัมภีร์มหานิทเทศระบุจำนวนไว้ว่ามี ๖ ประการ
แต่ไม่ได้จำแนกข้อไว้ อรรถกถาโยงความให้ว่าได้แก่
๑. กายกรรมทุกอย่างของพระพุทธเจ้าเป็นไปตามพระญาณ
(จะทำอะไรก็ทำด้วยปัญญา ด้วยความรู้เข้าใจ)
๒. วจีกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ
๓. มโนกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ
๔. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอดีต
๕. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอนาคต
๖. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในปัจจุบัน;
คัมภีร์สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาแห่งทีฆนิกาย
จำแนกพุทธธรรมว่ามี ๑๘ อย่าง คือ
๑. พระตถาคตไม่ทรงมีกายทุจริต
๒. ไม่ทรงมีวจีทุจริต
๓. ไม่ทรงมีมโนทุจริต
๔. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอดีต
๕. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอนาคต
๖. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในปัจจุบัน
๗. ทรงมีกายกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ
๘. ทรงมีวจีกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ
๙. ทรงมีมโนกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ
๑๐. ไม่มีความเสื่อมฉันทะ (ฉันทะไม่ลดถอย)
๑๑. ไม่มีความเสื่อมวิริยะ (ความเพียรไม่ลดถอย)
๑๒. ไม่มีความเสื่อมสติ (สติไม่ลดถอย)
๑๓. ไม่มีการเล่น
๑๔. ไม่มีการพูดพลาด
๑๕. ไม่มีการทำพลาด
๑๖. ไม่มีความผลุนผลัน
๑๗. ไม่มีพระทัยที่ไม่ขวนขวาย
๑๘. ไม่มีอกุศลจิตธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า
ได้แก่พุทธการกธรรม คือบารมี ๑๐ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้
คือ สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ มรรคมีองค์ ๘ ขันธ์ ๕ ปัจจัย ๒๔ เป็นอาทิ

๏ ม

๏ มรรค
มรรค แปลว่า (ทาง, หนทางว่าโดยองค์ประกอบ
คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค
แปลว่าทางมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ เรียกสามัญว่า มรรคมีองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ ทำการชอบ
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ
๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบมรรค ๔ แปลว่า
(ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล, ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด – the path)
๑. โสดาปัตติมรรค (มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก,
มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส – the path of stream-entry)
๒. สกทาคามิมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี
เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง
– the path of once-returning)
๓. อนาคามิมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี
เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ – the path of non-returning)
๔. อรหัตตมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์
เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ – the path of Arahantship).

๏ บ

๏ บารมี
บารมี ๑๐ หรือ ทศบารมี แปลว่า (ปฏิปทาอันยวดยิ่ง,
คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือ ความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ
เพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูง เช่น ความเป็นพระพุทธเจ้า
และความเป็นมหาสาวก เป็นต้น — perfections)
๑. ทาน (การให้ การเสียสละ
— giving; charity; generosity; liberality)
๒. ศีล (การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย,
ความประพฤติดีงามถูกต้องตามระเบียบวินัย
— morality; good conduct)
๓. เนกขัมมะ (การออกบวช, ความปลีกตัวปลีกใจจากกาม
— renunciation)
๔. ปัญญา (ความรอบรู้, ความหยั่งรู้เหตุผล
เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
— wisdom; insight; understanding)
๕. วิริยะ (ความเพียร, ความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค
พยายามบากบั่นอุตสาหะ ก้าวหน้าเรื่อยไป ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่
— energy; effort; endeavour)
๖. ขันติ (ความอดทน, ความทนทานของจิตใจ
สามารถใช้สติปัญญาควบคุมตนให้อยู่ในอำนาจเหตุผล
และแนวทางความประะพฤติ ที่ตั้งไว้เพื่อจุดหมายอันชอบไม่ลุอำนาจกิเลส
— forbearance; tolerance; endurance)
๗. สัจจะ (ความจริง คือ พูดจริง ทำจริง และจริงใจ
— truthfulness)
๘. อธิษฐาน (ความตั้งใจมั่น, การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นแน่วแน่
— resolution; self-determination)
๙. เมตตา (ความรักใคร่, ความปรารถนาดี มีไมตรี
คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุขความเจริญ
— loving-kindness; friendliness)
๑๐. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง,
ความวางใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอ เที่ยงธรรม
ไม่เอนเอียงไปด้วยความยินดียินร้ายหรือชอบฟัง
— equanimity; indifference to praise
and blame in the performance of duty)

๏ ว

๏ วัฏฏะ
วัฏฏะ ๓ หรือ ไตรวัฏฏ์ แปลว่า (วน, วงเวียน,
องค์ประกอบที่หมุนเวียน ต่อเนื่องกันของภวจักร หรือสังสารจักร
— the triple round; cycle)
๑. กิเลสวัฏฏ์ (วงจรกิเลส ประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน
— round of defilements)
๒. กรรมวัฏฏ์ (วงจรกรรม ประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ
— round of Karma)
๓. วิปากวัฏฏ์ (วงจรวิบาก ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ
ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า
อุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น — round of results)
สามอย่างนี้ ประกอบเข้าเป็นวงจรใหญ่แห่งปัจจยาการ
เรียกว่า ภวจักร หรือ สังสารจักร ตามหลักปฏิจจสมุปบาท

๏ น

๏ นรก
นรก แปลว่า เหวแห่งความทุกข์,
ที่อันไม่มีความสุขความเจริญ, ภาวะเร่าร้อน กระวนกระวาย,
ที่ไปเกิดและเสวยความทุกข์ของสัตว์ผู้ทำบาป

๏ นาม
นาม แปลว่า ธรรมที่รู้จักกันด้วยชื่อ กำหนดรู้ด้วยใจ
เป็นเรื่องของจิตใจ, สิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่ใช่รูปแต่น้อมมาเ ป็นอารมณ์ของจิตได้

๏ นิพพาน
นิพพาน ๒ แปลว่า (สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว,
ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์
– Nirvana; Nibbana)
๑. สอุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ
– Nibbana with the substratum of life remaining)
๒. อนุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานไม่อุปาทิเหลือ
– Nibbana without any substratum of life remaining)
หมายเหตุ: ตามคำอธิบายนัยหนึ่งว่า
๑. = ดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ ( = กิเลสปรินิพพาน
– extinction of the defilements)
๒. = ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ ( = ขันธปรินิพพาน
– extinction of the Aggregates)
หรือ
๑. = นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์
ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่
๒. = นิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว

๏ ป

๏ เปรต
เปรต แปลว่า สัตว์จำพวกหนึ่งซึ่งเกิดอยู่ในอบายชั้นที่
เรียกว่า ปิตติวิสัยหรือ เปตติวิสัย ได้รับความทุกข์ทรมาน
เพราะไม่มีอาหารจะกิน แม้เมื่อมีก็กินไม่ได้ หรือกินได้โดยยาก

๏ ภ

๏ ภาวนา
ภาวนา ๒ แปลว่า (การเจริญ, การทำให้เกิดให้มีขึ้น,
การฝึกอบรมจิตใจ : mental development)
๑. สมถภาวนา (การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ,
การฝึกสมาธิ : tranquillity development)
๒. วิปัสสนาภาวนา (การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง,
การเจริญปัญญา : insight development)
สองอย่างนี้ ในบาลีที่มาท่านเรียกว่า ภาเวตัพพธรรม และ วิชชาภาคิยธรรม.
ในคัมภีร์สมัยหลัง บางทีเรียกว่า กรรมฐาน
(อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา,
ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต, วิธีฝึกอบรมจิต
– stations of mental exercises; mental exercise;)

ภาวนา ๓ (การเจริญ หมายถึงการเจริญกรรมฐานหรือฝึกสมาธิขั้นต่างๆ
— stages of mental culture)
๑. บริกรรมภาวนา (ภาวนาขั้นบริกรรม, ฝึกสมาธิขั้นตระเตรียม
ได้แก่ การถือเอานิมิตในสิ่งที่กำหนดเป็นอารมณ์กรรมฐาน
เช่น เพ่งดวงกสิณ หรือนึกถึงพุทธคุณเป็นอารมณ์ว่าอยู่ในใจเป็นต้น
กล่าวสั้นๆ คือ การกำหนดบริกรรมนิมิตนั่นเอง
— preliminary stage) ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐
๒. อุปจารภาวนา (ภาวนาขั้นจวนเจียน, ฝึกสมาธิขั้นเป็นอุปจาร
ได้แก่ เจริญกรรมฐานต่อไป ถึงขณะที่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้น
ในกรรมฐานที่เพ่งวัตถุก็ดี
นิวรณ์สงบไปในกรรมฐานประเภทนึกเป็นอารมณ์ก็ดี
นับแต่ขณะนั้นไปจัดเป็นอุปจารภาวนา — proximate stage)
ขั้นนี้เป็น กามาวจรสมาธิ ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐;
อุปาจารภาวนา สิ้นสุดแค่โคตรภูขณะ ในฌานชวนะ
๓. อัปปนาภาวนา (ภาวนาขั้นแน่วแน่, ฝึกสมาธิขั้นเป็นอัปปนา
ได้แก่ เสพปฏิภาคนิมิตที่เกิดขึ้นแล้วนั้นสม่ำเสมอ
ด้วยอุปจารสมาธิ จนบรรลุปฐมฌาน
คือ ถัดจากโคตรภูขณะในฌานชวนะเป็นต้นไป
ต่อแต่นั้นเป็นอัปปนาภาวนา
– concentrative or attainment stage)
ขั้นนี้เป็นรูปาวจรสมาธิ ได้เฉพาะในกรรมฐาน ๓๐
คือ หักอนุสสติ ๘ ข้างต้น ปฏิกูลสัญญา ๑ และจตุธาตุวัตถาน ๑ ออกเสีย
คงเหลือ อสุภะ ๑๐ และกายคตาสติ ๑ (ได้ถึงปฐมฌาน)
อัปปมัญญา ๓ ข้อต้น (ได้ถึงจตุตถฌาน) อัปปมัญญาข้อท้ายคืออุเบกขา ๑
กสิณ ๑๐ และ อานาปานสติ ๑ (ได้ถึงปัญจมฌาน) อรูป ๔ (ได้อรูปฌาน)

ภาวนา ๔ แปลว่า (การเจริญ, การทำให้เป็นให้มีขึ้น,
การฝึกอบรม, การพัฒนา : cultivation; training; development)
๑. กายภาวนา (การเจริญกาย, พัฒนากาย,
การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลาย
ภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยดี
และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษ ให้กุศลธรรมงอกงาม
ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ, การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
: physical development)
๒. สีลภาวนา (การเจริญศีล, พัฒนาความประพฤติ, การฝึกอบรมศีล
ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย
อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน : moral development)
๓. จิตภาวนา (การเจริญจิต, พัฒนาจิต, การฝึกอบรมจิตใจ
ให้เข้มแข็งมั่นคงเจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา
ขยันหมั่นเพียร อดทนมีสมาธิ และสดชื่น เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น
: cultivation of the heart; emotional development)
๔. ปัญญาภาวนา (การเจริญปัญญา, พัฒนาปัญญา, การฝึกอบรมปัญญา
ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นโลกและชีวิตตามสภาวะ
สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์
แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา
: cultivation of wisdom; intellectual development)
ในบาลีที่มา ท่านแสดงภาวนา ๔ นี้ ในรูปที่เป็นคุณบทของบุคคล
จึงเป็น ภาวิตกาย ภาวิตศีล ภาวิตจิต ภาวิตปัญญา
(ผู้ได้เจริญกาย ศีล จิต และปัญญาแล้ว)
บุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็นพระอรหันต์

๏ ร

๏ รูป
รูป ๒ แปลว่า (สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ
: matter; materiality)
๑. อุปาทินนกรูป (รูปที่กรรมยึดครองหรือเกาะกุม
ได้แก่รูปที่เกิดจากกรรม : kammically grasped materiality;
clung-to materiality; organic matter)
๒. อนุปาทินนกรูป (รูปที่กรรมไม่ยึดครองหรือเกาะกุม
ได้แก่รูปที่มิใช่เกิดจากกรรม : kammically ungrasped materiality;
not-clung-to materiality; inorganic matter)

รูป ๒, ๒๘ แปลว่า (สภาวะที่แปรปรวนแตกสลายเพราะปัจจัยต่างๆ
อันขัดแย้ง, ร่างกายและส่วนประกอบฝ่ายวัตถุพร้อมทั้งพฤติกรรมและคุณสมบัติของมัน,
ส่วนที่เป็นร่างกับทั้งคุณและอาการ : corporeality; materiality; matter)
๑. มหาภูต หรือ ภูตรูป ๔ (สภาวะอันปรากฏได้เป็นใหญ่ๆ โตๆ หรือเป็นต่างๆ
ได้มากมาย, รูปที่มีอยู่โดยสภาวะ, รูปต้นเดิม ได้แก่ ธาตุ ๔ : primary elements)
๒. อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป ๒๔ (รูปอาศัย, รูปที่เป็นไปโดยอาศัยมหาภูต,
คุณและอาการแห่งมหาภูต : derivative materiality)

๏ ศ

๏ ศรัทธา
ศรัทธา ๔ แปลว่า (ความเชื่อ, ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล
– faith; belief; confidence)
๑. กัมมสัทธา (เชื่อกรรม, เชื่อกฎแห่งกรรม, เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง
คือ เชื่อว่าเมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม
คือ เป็นความชั่วความดีมีขึ้นในตน
เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป
การกระทำไม่ว่างเปล่า
และเชื่อว่าผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ
มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น
– belief in Karma; confidence
in accordance with the law of action)
๒. วิปากสัทธา (เชื่อวิบาก, เชื่อผลของกรรม,
เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง
คือ เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และผลต้องมีเหตุ
ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว
– belief in the consequences of actions)
๓. กัมมัสสกตาสัทธา (เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน,
เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบาก
เป็นไปตามกรรมของตน
– belief in the individual ownership of action)
๔. ตถาคตโพธิสัทธา (เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า,
มั่นใจในองค์พระตถาคต
ว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณทั้ง ๙ ประการ ตรัสธรรม
บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์คือเราทุกคนนี้
หากฝึกตนด้วยดี ก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุด บริสุทธิ์หลุดพ้นได้
ดังที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญไว้เป็นแบบอย่าง
– confidence in the Enlightenment of the Buddha)

๏ ส

๏ สุญญตา
สุญญตา (อ่านว่า สุญญะตา) แปลว่า ความว่างเปล่าจากกิเลส
ไม่มีกิเลสรบกวน / “ความเป็นสภาพสูญ”, ความว่าง

๏ อ

๏ อกุศล
อกุศลกรรม แปลว่า (กรรมที่เป็นอกุศล, กรรมชั่ว,
การกระทำที่ไม่ดี ไม่ฉลาด ไม่เกิดจากปัญญา ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต
หมายถึง การกระทำที่เกิดจากอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ หรือโมหะ
– unwholesome action; evil deed; bad deed)
อกุศลมูล ๓ แปลว่า (รากเหง้าของอกุศล, ต้นตอของความชั่ว
— unwholesome roots; roots of bad actions)
๑. โลภะ (ความอยากได้ — greed)
๒. โทสะ (ความคิดประทุษร้าย — hatred)
๓. โมหะ (ความหลง — delusion)อกุศลวิตก ๓ แปลว่า
(ความตรึกที่เป็นอกุศล, ความนึกคิดที่ไม่ดี — unwholesome thoughts)
๑. กามวิตก (ความตรึกในทางกาม,
ความนึกคิดในทางแส่หาหรือพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยาก
— thought of sensual pleasures)
๒. พยาบาทวิตก (ความตรึกในทางพยาบาท,
ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองเพ่งมองในแง่ร้าย
— thought full of hatred or ill-will;
malevolent thought)
๓. วิหิงสาวิตก (ความตรึกในทางเบียดเบียน,
ความนึกคิดในทางทำลาย ทำร้ายหรือก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
— thought of violence or cruelty; cruel thought)

๏ อบาย
อบาย ๔ (ภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ
– states of loss and woe;
low states of existence; unhappy existence)
๑. นิรยะ (นรก, สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ,
ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย – hell; woeful state)
๒. ติรัจฉานโยนิ (กำเนิดดิรัจฉาน, พวกมืดมัวโง่เขลา
– the animal kingdom; realm of beasts)
๓. ปิตติวิสัย (แดนเปรต, ภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุข
– realm of hungry ghosts)
๔. อสุรกาย (พวกอสูร, พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง
– host of demons; the unrelenting and dejected;
frightened ghosts)

๏ อุปาทาน
อุปาทาน ๔ (ความยึดมั่น, ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส,
ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง
– attachment; clinging; assuming)
๑. กามุปาทาน (ความยึดมั่นในกาม
คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่ น่าพอใจ
– clinging to sensuality)
๒. ทิฏฐุปาทาน (ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี
คือความเห็น ลัทธิ หรือหลักคำสอนต่างๆ
– clinging to views)
๓. สีลัพพตุปาทาน (ความยึดมั่นในศีลและพรต
คือ หลักความประพฤติ ข้อปฏิบัติ
แบบแผน ระเบียบ วิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธีต่างๆ
ถือว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ
โดยสักว่ากระทำสืบๆ กันมา หรือปฏิบัติตามๆ
กันไปอย่างงมงาย หรือโดยนิยมว่าขลัง
ว่าศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นไปด้วยความรู้ความเข้าใจ
ตามหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล
– clinging to mere rule and ritual)
๔. อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ
ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า
มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย
ถูกบีบคั้นทำลายหรือเป็นเจ้าของ
เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้
ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวงอันรวมทั้งตัวตนว่า
เป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า
เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ
– clinging to the ego-belief)

วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร
4.11.2017